20 มีนาคม 2555

ลูกโตขึ้น มีเนื้อฟันที่แข็งแรง


“การดูแลเพื่อให้ลูกมีฟันดีนั้น ควรเริ่มต้นตั้งแต่เมื่อตั้งครรภ์ครับ เพราะฟันน้ำนมของลูกจะมีการสร้างตัวของฟัน ตั้งแต่แม่มีอายุครรภ์ได้ประมาณ 2 เดือน และอีก 2 เดือนต่อมาจึงเริ่มมีการเพิ่มแร่ธาตุในตัวฟัน การสร้างตัวของฟันนั้นก็ต้องการสารอาหารหลายชนิด เช่นเดียวกับการเจริญเติบโตของร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แร่ธาตุจำพวกแคลเซียม ฟอสฟอรัส ซึ่งจะมีผลให้ชั้นเคลือบฟันและเนื้อฟันมีความแข็ง
...ดังนั้น การเตรียมตัวที่สำคัญก็คือ คุณแม่ควรรับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ เพิ่มการรับประทานอาหารที่มี แคลเซียม ฟอสฟอรัสมากๆ ซึ่งจะมีผลต่อการสร้างฟันของทารก เช่น นมไข่ ปลาเล็กปลาน้อย เป็นต้น”
   
           
“ปัจจัยที่ควรคำนึงถึง ในเรื่องอาหารของลูกก็คือ หนึ่ง ลักษณะอาหาร อาหารที่เหนียวติดฟันนาน จะทำให้เกิดกรดในช่องปาก เป็นเวลานาน ได้แก่ กะละแม ทอฟฟี่ เพราะต้องใช้เวลานาน กว่าน้ำลายจะชะล้างออกจากฟันได้
...สอง ความบ่อยครั้งของการรับประทานอาหาร ทุกครั้งที่เรารับประทานอาหาร อาหารพวกแป้งและน้ำตาลจะเกิดกรก ในแผ่นคราบจุลินทรีย์ประมาณ 20 นาที เพราะฉะนั้นถ้าเรารับประทานอาหารบ่อยครั้ง ก็จะทำให้เกิดกรดเป็นเวลานานต่อเนื่องกันได้ เช่น การรับประทานน้ำอัดลมบ่อยๆ รับประทานในมื้อหรือนอกมื้ออาหาร อาหารพวกแป้งและน้ำตาลที่รับประทานในมื้ออาหารจะมีผลเสียน้อยกว่ารับประทานชนิดเดียวโดดๆ เพราะในมื้ออาหารจะมีอาหารอื่นคลุกเคล้าด้วย เช่น กลุ่มเนื้อ และผัก ซึ่งต้องใช้แรงบดเคี้ยวค่อนข้างมาก น้ำลายก็จะหลั่งออกมา ชะล้างกรดที่เกิดขึ้นได้ดี และอาจมีน้ำแกงหรือน้ำประกอบช่วยเจือจางกรดที่เกิดขึ้น”
“เรื่องที่เป็นปัญหาอีกอย่างที่พบบ่อย ก็คือ พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมที่ก่อให้เกิดปัญหากับฟันในอนาคต นั่นคือ เด็กโดยทั่วไปมักชอบดูดนิ้วมือ และส่วนใหญ่จะเลิกก่อนอายุ 4 - 5 ขวบ แต่มีเด็กบางคนที่ยังติดเป็นนิสัย เด็กที่ดูดนิ้วมือต่อเนื่องไป จะมีผลต่อการขึ้นของฟัน และการเจริญของขากรรไกร ทำให้ฟันยื่นไม่สวย ฟันบน และฟันล่างสบกันไม่พอดี
...การจะให้เด็กเลิกดูดนิ้วมือ ไม่ควรหัวเราะเยาะ พูดค่อนแคะหรือบังคับให้เด็กเลิก ควรใช้วิธีการชักชวน ส่งเสริมอย่างเพื่อน ด้วยการเตือนใจหรือกระตุ้นให้เด็กเลิกนิสัยนั้น เช่น ให้เด็กได้รับการเตือนใจ โดยการวาดภาพสิ่งที่ชอบ ลงบนนิ้วมือ หรือการกระตุ้นด้วยการวางดาว บนตาราง ในแต่ละวันที่เขาไม่ได้ดูดนิ้ว หากมีการใช้วิธีการต่างๆ แล้วไม่ได้ผล ก็คงให้ทันตแพทย์ใส่เครื่องมือ เพื่อกันการดูดนิ้วมือให้เด็ก”
“การพาเด็กไปพบทันตแพทย์ครั้งแรก ควรเริ่มเมื่อฟันซี่แรกขึ้นในช่องปาก หรืออย่างช้าที่สุด ก็ควรเป็นช่วงที่เด็กมีฟันกรามน้ำนม ขึ้นมาในช่องปากแล้ว เมื่ออายุประมาณขวบครึ่ง ทันตแพทย์จะช่วยตรวจสภาพช่องปากของเด็ก ให้คำแนะนำ ในการดูแลอนามัยช่องปาก ที่เหมาะสมแก่เด็กแต่ละคน และผู้ปกครองยังสามารถถามถึงสิ่งที่ต้องการทราบ ในการดูแลฟันเด็กให้ดี ได้อย่างละเอียดด้วย
…เด็กทั่วไปมักมีความอยากรู้อยากเห็น เขาจะรับรู้เรื่องราวของทันตแพทย์ จากพ่อแม่และคนอื่นๆ คนเหล่านั้นมักบอกเล่าในทำนองว่า การไปหาทันตแพทย์จะต้องถูกฉีดยาหรือถอนฟันออก ซึ่งเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความเจ็บปวด เด็กก็จะสร้างภาพพจน์ของทันตแพทย์ ทั้งๆ ที่ยังไม่เคยพบเลย ดังนั้น พ่อแม่หรือคนใกล้ชิดเด็กควรที่จะสร้างความคิดทางด้านบวกเกี่ยวกับทันตแพทย์ให้เด็ก และในการไปพบทันตแพทย์ครั้งแรก ควรสร้างความรู้สึกที่ดีแก่เด็ก เช่น การที่ทันตแพทย์ทำความคุ้นเคยกับเด็ก และให้การดูแลฟันเด็กอย่างง่ายๆ ที่ไม่ทำให้เด็กเจ็บปวด เด็กก็จะไม่กลัวที่จะไปพบทันตแพทย์ในครั้งต่อไป ตัวอย่างที่พบบ่อยในหลายคลินิกก็คือ การแจกลูกโป่งและประทับดาวไว้แลกของรางวัลในกรณีที่เด็กน่ารัก ให้ความร่วมมือ ไม่ร้องไห้งอแง”

ดร.รัชภูมิ เผ่าเสถียรพันธ์
ทันตแพทย์

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น