29 กุมภาพันธ์ 2555

เคล็ดลับเลี้ยงลูกให้ปลอดภัย ส่ง IQ และ EQ ให้เป็นเลิศ

        ปัจจุบันการเลี้ยงลูกให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ จะต้องประกอบไปด้วยปัจจัยทั้งเรื่องร่างกาย และจิตใจ โดยเฉพาะเรื่องจิตใจ ที่ 2 ส่วนสำคัญได้แก่ IQ และ EQ ต่างเป็นปัจจัยที่คุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ให้ความสนใจเป็นพิเศษ IQ เป็นตัวแทนค่าของความฉลาด การมีสติปัญญาที่ดี ในขณะที่ EQ จะเป็นค่าทางด้านอารมณ์ การรู้ และเข้าใจอารมณ์ของตนเองและผู้อื่น การมีทักษะสื่อสารที่ดี ความเห็นใจผู้อื่น ซึ่งทั้ง 2 ส่วนดังกล่าว นอกจากการดูแลที่ดีแล้ว คุณพ่อคุณแม่บางคนอาจมองข้ามพฤติกรรมเสี่ยงบางอย่างที่อาจจะเกิดอันตรายต่อลูกน้อย และส่งผลต่อการพัฒนาสติปัญญาในด้านดังกล่าวได้เช่นกัน



     
 

       ในงาน Bangkok Health Fair 2011 หรือมหกรรมสุขภาพกรุงเทพฯ 2011 ครั้งที่ 3 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ โดยสำนักการแพทย์ ร่วมกับหน่วยงานในสังกัดกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีโรงพยาบาลในเครือของกรุงเทพมหานคร มากมายที่ได้มาร่วมออกบูธให้บริการตรวจสุขภาพกันฟรีตลอดงาน โดยภายในงานมีการพูดคุยเรื่อง “การเลี้ยงลูกอย่างให้ไรให้ปลอดภัย IQ EQ เป็นเลิศ” กับ รศ.ดร. อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ แพทย์ประจำแผนกกุมารเวชศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ซึ่งได้นำความรู้หลายเรื่องที่พ่อแม่ไม่ทราบและอาจจะเข้าใจผิดมาขยายข้อข้องใจให้กับคุณพ่อคุณแม่ได้กระจ่างกันเลยทีเดียว
       
       รศ.ดร. อดิศักดิ์ กล่าวว่า คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ อาจจะยังไม่มีประสบการณ์มากนัก ในหลายๆพฤติกรรมหรือความเข้าใจที่บอกต่อกันมาอาจจะส่งผลให้เกิดอันตรายต่อลูกได้
       
       “ในทุกช่วงวัย ล้วนแต่อาจจะเกิดอันตรายจากการเลี้ยงดูที่ผิดๆ หรือพฤติกรรมของคุณพ่อคุณแม่ อย่างเช่นเด็กแรกเกิดควรระวังเรื่องการขยับตัวหรือถ้าเด็กยังขยับไม่ได้ต้องระวังเรื่องการนอน ถ้าพ่อแม่ลูกนอนด้วยกัน ต้องระวังมาก อาจจะมีพ่อหรือแม่คนใดคนหนึ่งนอนดิ้นไปทับลูก ซึ่งอันตรายมากเพราะเด็กถ้าขาดอากาศแค่ 4 นาทีสมองจะเสียทันที เพราะฉะนั้นพ่อแม่ควรนอนห่างจากลูกอย่างน้อย 1 เมตร


                            
       
       ส่วนเรื่องนอนคว่ำอยากให้ลูกหัวทุยนี้ก็เป็นความเชื่อที่ที่ผิดๆ ต้องให้ลูกนอนหงายเท่านั้นเพราะการ นอนคว่ำจะทำให้ระบบทางเดินหายใจติดขัดส่งผลให้อากาศไปเลี้ยงที่สมองไม่พอมีผลกระทบต่อ IQ EQ อาจจะให้เด็กปัญญาอ่อนหรืออาจเสียชีวิตได้เช่นกัน
     
       คุณหมอบอกกับเราว่า การที่เด็กคนหนึ่งจะเติบโตขึ้นมาเป็นเด็กที่มีสุขภาพจิตดีเป็นทั้งคนเก่ง คนดี และมีความสุขนั้นย่อมขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัยหลักคือ 1) สมองและระบบประสาทที่ดี ได้รับสารอาหารเพียงพอ และได้รับการกระตุ้นอย่างเหมาะสม เพื่อเด็กจะได้เติบโตขึ้นมามี IQ ที่ดี 2) การอบรมเลี้ยงดูที่ดี ช่วยสนับสนุนให้เด็กมี EQ ดี และ 3) คือ การเรียนรู้อย่างมีความสุข ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างทั้ง IQ และ EQ ซึ่งในทุกๆ ช่วงวัย

  “เด็กโตขึ้นมาหน่อยรู้เรื่องอะไรได้มากแล้วพ่อแม่มักจะเป็นห่วงเรื่องความฉลาดของลูกมากที่สุด ก็เลยต้องส่งลูกไปเรียนไปฝึก ต้องบอกว่าเด็กความพยายามที่จะสอนอย่างเดียวอาจทำให้เกิดผลเสีย ต้องแสดงความรักลูกด้วย เช่นการกอดและคุยกันบ่อยๆ ให้เขาได้รับความอบอุ่นในครอบครัว เปิดโอกาสให้ลูกแสดงออก อย่าเคร่งครัด ให้เขาได้ทำในสิ่งที่ชอบ  นอกจากนั้นยังรวมถึงสภาพแวดล้อมด้วย การจัดบ้านก็สำคัญมากสำหรับเด็กเล็ก เพราะสามารถเกิดอันตรายได้ทุกเมื่อ ของเล่นเด็กก็สำคัญพวกที่มีสีสันฉูดฉาดพบกว่าร้อยละ 80 ล้วนมีสารตะกั่วสูงมาก และเด็กเล็กมักชอบเอาเข้าปาก   สารตะกั่วเหล่านี้จะเข้าไปทำลายสมองเด็กซึ่งจะส่งผลต่อ IQ และ EQ  ที่พบอาการหนักมาก   อาจทำให้ปัญญาอ่อนได้
 สำหรับเด็กโตขึ้นมาหน่อยก็เริ่มติดเกมส์ ซึ่งส่งผลเสียอย่างมาก แก้ยาก มีปัญหาเยอะพอๆ กับเด็กติดโทรทัศน์ อะไรก็ตามที่วิบวับๆ ในโทรทัศน์มันจะกระตุ้นเด็กในเรื่องของพัฒนาการทำให้เด็กอาจคิดช้าลง อ่านหนังสือก็จะสมาธิสั้น พ่อแม่ต้องควบคุมและดูแลเรื่องนี้เป็นพิเศษ เพราะเป็นปัญหาที่หากเกิดขึ้นแล้วจะแก้ไขยาก”
     
       รศ.ดร.อดิศักดิ์ ยังได้กล่าวทิ้งท้ายไปยังพ่อแม่ว่า ถ้าเราต้องการให้เด็กเติบโตแข็งแรง IQ และ EQ ดี ต้องอย่าเลี้ยงเขาในสถานที่ที่ไม่ปลอดภัย นอกจากนั้นยังต้องเลี้ยงดูเด็กให้เหมาะสมตามอายุ การฝึกทักษะเขาก็ต้องให้เหมาะกับวัย เช่น อายุ 5 ขวบ สอนว่ายน้ำได้ อายุ 9 ขวบ ดูรถข้ามถนนได้เอง ต้องสอนตามอายุที่เหมาะสมและถูกวิธี เพื่อที่เขาจะได้ไม่ต้องเรียนรู้เองอย่างผิดๆ
     
       มาที่ คุณแม่พงษ์ลัดดา สว่างศรี ที่ได้พาลูกชายวัย 5 ขวบ น้องชอว์ - เด็กชายพงศธร สว่างศรี มาร่วมงานด้วย กล่าวว่า การมาร่วมงานครั้งนี้ทำให้เข้าใจ และเป็นการอัพเดทวิธีการเลี้ยงดูลูกได้เป็นอย่างดี ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่หลายๆ คนเข้าใจ และนำไปใช้ได้อย่างถูกต้อง
 “อย่างตัวเองเป็นคุณแม่มือใหม่ ก็ต้องคอยหาข้อมูลมาประกอบการเลี้ยงลูก ส่วนตัวที่สำคัญที่สุดคือจะคอยสอนให้ลูกเรียนรู้ด้วยตนเอง และจะไม่ตามใจลูกมากนัก ถ้าสิ่งไหนที่ลูกชอบทำเป็นพิเศษและมันมีประโยชน์ต่อตัวลูกด้วยก็จะสนับสนุนเต็มที่ อย่างเช่น น้องเขาจะชอบวาดรูประบายสีมาก ก็จะซื้อพวกสมุดวาดภาพมาให้เขาฝึกระบายสีอยู่บ่อยๆ เพราะมันจะช่วยฝึกการจดจำได้ดีจากสีที่เขาระบาย ของเล่นอย่างอื่นก็จะมีให้เล่นเพราะคุณพ่อชอบซื้อให้น้องเขา แต่จะสอนให้เขารู้จักพอด้วย สิ่งไหนมีแล้วและยังใช้ได้ไม่ต้องซื้อมาอีก จะให้เขาเก็บของเล่นของเขาเองให้เป็นสัดส่วน” คุณแม่มือใหม่กล่าว
       
       ถือเป็นเรื่องสำคัญ ที่คุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่พึงระวังในยุคที่เต็มไปด้วยปัจจัยเสี่ยงมากมาย ทั้งจากสังคม สิ่งแวดล้อม และจากการเลี้ยงดูที่เราคาดไม่ถึง ซึ่งหากรู้วิธีป้องกัน เชื่อว่าจะเป็นการสร้างเกราะป้องกันลูกน้อย ให้มีภูมิต้านทานต่อสิ่งเร้าต่างๆ ได้ และเติบโตเป็นผู้ใหญ่เต็มเปี่ยมไปด้วยสติปัญญาและความฉลาดทางอารมณ์



28 กุมภาพันธ์ 2555

ครรภ์แฝด...ดีหรือไม่


             


ครรภ์แฝด หมายถึง การตั้งครรภ์ที่มีทารกในครรภ์ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป  แฝดที่เกิดจากไข่ใบเดียวกันเรียกว่าแฝดเหมือน และแฝดที่เกิดจากไข่คนละใบได้รับการปฏิสนธิพร้อมๆ กัน 


ในสังคมที่มองเห็นเด็กแฝดเป็นเรื่องที่น่ารักน่าสนใจ เมื่อเราเห็นเด็กน่ารัก 2 คน ซึ่งมีใบหน้าและการแต่งตัวเหมือนกัน ก็จะรู้สึกเอ็นดู ปลื้มใจ หรืออิจฉาคุณแม่ของเด็กแฝดทั้งสอง  บางครอบครัวถึงกับขอให้แพทย์ช่วยให้ตั้งครรภ์แฝดด้วยซ้ำไป ซึ่งก็มักจะได้รับคำแนะนำจากสูติแพทย์ให้ความรู้ข้อดีและข้อเสียของการตั้งครรภ์แฝดให้คู่สมรสได้รับทราบ 

ทางการแพทย์ถือว่าการตั้งครรภ์แฝดเป็นภาวะแทรกซ้อนอย่างหนึ่งของการตั้งครรภ์ 
อัตราการเสียชีวิตของทารกในครรภ์แฝดสองสูงกว่าในครรภ์เดี่ยว 5 เท่า ซึ่งแฝดเหมือนมีอัตราการเกิดประมาณ 1 ใน 250 ของการคลอด 

สมัยก่อนการตั้งครรภ์แฝดเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ อาจจะสัมพันธ์กับกรรมพันธุ์ เช่น มีครอบครัวที่เป็นแฝด ปัจจุบันนี้มีการกระตุ้นรังไข่ให้ได้ไข่หลายๆ ใบในการรักษาคู่สมรสที่มีบุตรยาก ทำให้มีอัตราของการตั้งครรภ์แฝดเพิ่มขึ้นมาก ซึ่งร้อยละ 99 ของการตั้งครรภ์แฝดเกิดจากไข่ 2 ใบ

การตั้งครรภ์แฝดมีความเสี่ยงสูงมากกว่าปกติ ได้แก่ภาวะโลหิตจาง เนื่องจากจำนวนทารกในครรภ์เพิ่มขึ้นต้องการอาหารจากมารดาเพิ่มมากกว่าการตั้งครรภ์เดี่ยว ท้องของมารดามีขนาดโตมากทำให้มารดาต้องแบกรับน้ำหนักมากขึ้น อาจทำให้มีการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างโดยเฉพาะโครงสร้างกระดูกโค้งงอหรือลำตัวแอ่นมากขึ้นทำให้กล้ามเนื้อสันหลังต้องเกร็งตัวเพื่อรองรับน้ำหนักแทนกระดูกสันหลังมาก มีอาการปวดหลังมากขึ้น 


การที่จะต้องมีปริมาณเลือดเพิ่มมากขึ้นในระบบการไหลเวียนโลหิตสำหรับทารกมากกว่าหนึ่งคนในครรภ์มารดา อาจจะมีภาวะแทรกซ้อนจากภาวะดังกล่าว เช่น ความดันโลหิตสูงระหว่างการตั้งครรภ์ มือเท้าบวม อาจมีภาวะครรภ์เป็นพิษเกิดขึ้นได้บ่อยกว่าการตั้งครรภ์เดี่ยวและโดยเฉพาะภาวะครรภ์เป็นพิษซึ่งมีความเสี่ยงสูงอาจพบได้ตั้งแต่อายุครรภ์อ่อนๆ ได้มากกว่าครรภ์เดี่ยว พบว่ามีภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนดและภาวะน้ำเดินก่อนเจ็บครรภ์คลอดเพิ่มขึ้น 


                                      

ภาวะแทรกซ้อน  ที่เกิดกับทารกมีโอกาสแท้งมากกว่าปกติ โอกาสที่จะเกิดความพิการแต่กำเนิดสูงกว่าการตั้งครรภ์เดี่ยว ความเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนดสูงกว่าปกติมาก น้ำหนักทารกแรกคลอดน้อยเมื่อเทียบกับการตั้งครรภ์เดี่ยว พบภาวะเติบโตช้าในครรภ์ ทารกในครรภ์ทั้งสองมีการเจริญเติบโตที่ไม่เท่ากัน ทำให้มีขนาดต่างกันมาก หรือมีการถ่ายเทเลือดจากแฝดคนหนึ่งไปสู่แฝดอีกคนหนึ่ง ทำให้ทารกคนหนึ่งโตช้าผิดปกติ ส่วนทารกอีกคนหนึ่งตัวโตเกินไปและเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวซึ่งทางการแพทย์เรียกว่า ภาวะ Twin-twin transfusion syndrome 

นอกจากนี้ หลังคลอดแล้วยังอาจเกิดการตกเลือด หรือติดเชื้อหลังคลอดได้มากกว่าในครรภ์เดี่ยว 
ปัญหาเหล่านี้นำไปสู่การพัฒนาการของทารกทั้งทางร่างกายและสมองที่ช้ากว่า เมื่อเทียบกับทารกที่คลอดจากการตั้งครรภ์เดี่ยว บางคนมีอาการแพ้ท้องมากกว่าปกติ อาจเป็นเพราะฮอร์โมนที่เพิ่มมากขึ้นและสังเกตว่าท้องโตกว่าปกติและโตเร็วเพราะขนาดของมดลูกโตกว่าที่ควรจะเป็น เช่น อายุครรภ์จริง 3 เดือน แต่มดลูกโตเท่าอายุครรภ์ 4 เดือน เป็นต้น 

      ในอดีตการวินิจฉัยการตั้งครรภ์แฝดมักทำได้ช้าเมื่อใกล้กำหนดคลอดหรือทราบเมื่อทารกคลอด 
ปัจจุบันการตรวจคลื่นเสียงความถี่สูงทำให้สามารถวินิจฉัยภาวะดังกล่าวได้รวดเร็ว ก่อนอายุครรภ์ 12 สัปดาห์ สามารถวินิจฉัยภาวะตั้งครรภ์แฝดได้อย่างแม่นยำ ผลลัพธ์ออกมาดีขึ้นกว่าแต่ก่อน เพราะได้มีการกำหนดไว้ว่าเป็นการตั้งครรภ์ความเสี่ยงสูง มีกระบวนการดูแลครรภ์และตรวจครรภ์ที่แตกต่างกว่าครรภ์ปกติ ได้มีการเตรียมตัวเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนเมื่อใกล้คลอดและมีการประเมินและเตรียมตัวก่อนคลอดเพื่อลดอันตรายต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้

ดังนั้น เมื่อทราบว่าตั้งครรภ์จึงควรไปฝากครรภ์แต่เนิ่นๆ และหากพบว่าเป็นครรภ์แฝดจะต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ   อาหารการกิน มารดาที่ตั้งครรภ์แฝดต้องเพิ่มปริมาณการกินอาหาร มากกว่าตั้งครรภ์เดี่ยว อาหารที่ให้พลังงานต้องเพิ่มจากปกติอย่างน้อย 200-300 กิโลแคลอรีต่อวัน ควรเป็นอาหารพวกเนื้อสัตว์ ส่วนจำพวกแป้งและน้ำตาลไม่ต้องมากขึ้น เพราะอาจทำให้อ้วนเกินไปได้ ควบคุมน้ำหนักให้เพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ รวมตลอดการตั้งครรภ์ประมาณ 16 กิโลกรัม 

ยาบำรุงต่างๆ (เช่น ธาตุเหล็กและกรดโฟลิก) ต้องเพิ่มขนาดจากการตั้งครรภ์เดี่ยวด้วย เช่น ยาธาตุเหล็กแทนที่จะกินวันละเม็ด ก็ต้องกินเป็นวันละ 3 เม็ด พักผ่อนหลับนอนอย่างเพียงพอ อย่าวิตกกังวลจนเกินไป เพื่อให้มีสุขภาพสมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจทั้งมารดาและทารกทั้งหลายในครรภ์


25 กุมภาพันธ์ 2555

เรื่องน่าประทับใจ......... น้องเบิร์ดในท้องแม่ที่ไม่รู้สึกตัว

                                                     


วันนี้ขอนำบทความในนิตยสารหมอชาวบ้านมาแชร์ค่ะ   ดีมากค่ะ  ขอนำมาเผยแพร่ เพื่อชื่นชมยินดี และเพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการทำความดีแก่ทุกๆคน 

ประสบการณ์จากการเยี่ยมโรงพยาบาล ได้มีโอกาสพูดคุยกับแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ มีเรื่องจริงที่งดงามเกิดขึ้นจากการทำงาน จากการทำหน้าที่ของผู้ประกอบวิชาชีพในการรักษาเยียวยาคนไข้ และจากการทำหน้าที่ของมนุษย์ต่อเพื่อนมนุษย์


 น้องเบิร์ดในท้องแม่ที่ไม่รู้สึกตัว
คนไข้หญิงคนหนึ่งซ้อนรถจักรยานยนต์ที่สามีเป็นผู้ขับขี่ ถูกรถยนต์ชนได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะอย่างรุนแรง ไม่รู้สึกตัว ถูกส่งตัวเข้ารับการรักษาที่ห้องไอซียูโรงพยาบาลจังหวัดแห่งหนึ่งใกล้กรุงเทพฯ ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจตลอดเวลา และได้รับการเจาะคอเพื่อใส่ท่อหายใจ
อีก ๓ สัปดาห์ต่อมา คนไข้ได้รับการย้ายออกไปอยู่ตึกศัลยกรรมหญิง คนไข้พอรู้สึกตัว แต่ยังคงต้องใช้เครื่องช่วยหายใจอยู่

คนไข้รายนี้อายุ ๒๔ ปี ขณะเกิดอุบัติเหตุตั้งครรภ์ประมาณ ๒ เดือน เมื่ออยู่โรงพยาบาลได้ ๒-๓ สัปดาห์ สามีก็หายไป ไม่กลับมาเยี่ยมอีกเลย พ่อและแม่ของคนไข้อยู่ต่างจังหวัดทางภาคเหนือ สับเปลี่ยนกันมาเฝ้าครั้งละ ๒-๓ วัน บางช่วงคนไข้ต้องอยู่โรงพยาบาลคนเดียว ไม่มีญาติมาเฝ้า

เวลา ๑ เดือนที่ตึกศัลยกรรมหญิง อาการของคนไข้ยังคงเดิม มีเพียงความรู้สึกที่ตอบสนองต่อความเจ็บปวด ยกมือขึ้นมาปัดได้บ้าง

ส่วนเรื่องเด็กในท้อง เมื่อปรึกษากับพ่อของคนไข้ พ่อยินยอมให้ทำแท้ง แต่หมอที่ดูแลหญิงคนนี้ไม่ทำแท้งให้ "ถ้าตอนหลังแม่เขาดีขึ้นมา จะทำอย่างไร ถ้าไปทำแท้งลูกเขา"
เดือนต่อมาอาการของคนไข้เริ่มดีขึ้น สามารถหายใจได้เองโดยเพียงแต่ให้ออกซิเจน คนไข้เริ่มนั่งได้ เมื่อหมอทัก "ยิ้มหน่อยเร็ว จะหายแล้วนะ" แววตาเธอเหมือนจะรับรู้ แต่ยังไม่แสดงสีหน้าหรือท่าทางใดๆ ที่จะบ่งบอกว่าเข้าใจคำพูด

เวลาผ่านไปเกือบ ๕ เดือน ตอนสายวันหนึ่ง คนไข้มีท่าทางและอาการแสดงที่แปลกๆ กระสับกระส่ายไม่นอนนิ่งเหมือนทุกๆ วัน เมื่อพยาบาลเข้าไปตรวจดูอาการอย่างใกล้ชิด พบว่าหน้าท้องคนไข้แข็งขึ้น เกร็งเป็นช่วงๆ คนไข้มีอาการเจ็บท้องคลอด

พยาบาลจากห้องคลอด ๒ คน มาช่วยทำคลอดที่เตียงคนไข้ คลอดเด็กเพศชาย น้ำหนัก ๑,๖๐๐ กรัม คนไข้ปลอดภัยไม่มีภาวะแทรกซ้อน เด็กชายน้ำหนักน้อย เพราะคลอดก่อนกำหนด จึงได้รับการดูแลรักษาในตู้อบ

                                               

หลังจากคลอดลูก ๑ สัปดาห์ พยาบาลอุ้มลูกมาให้คนไข้ เมื่อเห็นหน้าลูก คนไข้แสดงอาการดีใจ ดวงตาพองโต เพ่งมองไปที่เด็กน้อย ป่ายมือทั้ง ๒ ข้างไปมา ทุกคนที่อยู่ในที่นั้นต่างรู้สึกยินดี และตั้งชื่อให้เด็กน้อยว่า "น้องเบิร์ด"
อีก ๑ เดือนต่อมา คนไข้หายใจได้ดี และไม่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ เริ่มฝึกยืน เด็กน้อยแข็งแรงขึ้น นำออกจากตู้อบได้ พ่อของคนไข้จึงขอให้ทางโรงพยาบาลส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลจังหวัดที่บ้าน

เมื่อคนไข้กลับไปได้ ๓ สัปดาห์ พยาบาลได้โทรศัพท์ไปเยี่ยม ญาติบอกว่าคนไข้ดีขึ้นมาก ลูกก็แข็งแรงดี หมอที่ดูแลเธอบอกว่าจะเอาท่อที่คอออกให้สัปดาห์หน้า
เดือนต่อมาญาติคนไข้โทร.มาบอกว่า คิดถึงเจ้าหน้าที่ทุกคน เมื่อถามถึงคนไข้ ญาติตอบว่า "ตอนนี้เธอกำลังเต้นแอโรบิกอยู่"


พยาบาลที่รับโทรศัพท์บังเกิดความสุขปีติ เธอรีบบอกเพื่อนๆ ทุกคนมีความรู้สึกเช่นเดียวกัน สำหรับน้องเบิร์ดและแม่ ทั้ง ๒ เป็นมากกว่าคนไข้ แต่เป็นชีวิตเพื่อนมนุษย์ที่แม้ประสบชะตากรรม ยังเป็นชีวิตที่มีความหมายและความหวัง กว่าครึ่งปีที่ทะนุถนอมกันมา คือโอกาสในการทำหน้าที่ที่งดงามและมีคุณค่า

ควรเจาะตรวจน้ำคร่ำหรือไม่



 มีคำถามจากคุณแม่ท่านหนึ่งปัจจุบันอายุ ๓๖ ปี ร่างกายแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัว ไม่มีโรคแทรกซ้อนได้ถามคุณหมอว่า ได้ไปฝากครรภ์ที่โรงพยาบาล พยาบาลนัดวันให้ไปเจาะน้ำคร่ำ ตรวจดูความผิดปกติของลูกในท้อง จึงมีข้อสงสัยดังนี้
๑. คนท้องทุกคนจำเป็นจะต้องตรวจน้ำคร่ำหรือไม่
๒. เจาะตรวจน้ำคร่ำ ทำเพื่อจะดูอะไร เกิดประโยชน์อะไรกับแม่และลูกในท้อง
๓. การเจาะตรวจน้ำคร่ำ เจ็บหรือเสี่ยงอันตรายต่อแม่และลูกมากน้อยแค่ไหน หากเกิดผิดพลาดใครรับผิดชอบ
๔. แม่อายุมาก อายุน้อยเสี่ยงที่จะมีลูกปัญญาอ่อนพอๆ กัน หรือว่าแม่อายุมากโอกาสมีลูกปัญญาอ่อนมากกว่าแม่อายุน้อย
๕. ค่าใช้จ่ายในการเจาะน้ำคร่ำแพงไหม

ขอความกรุณาคุณหมอช่วยตอบด้วยนะคะ


ศ.นพ.ประทักษ์ โอประเสริฐสวัสดิ์ ได้ให้ความกระจ่างแก่คุณแม่ทั้งหลายดังนี้ค่ะ

๑. หญิงตั้งครรภ์ทุกคนไม่มีความจำเป็นเจาะน้ำคร่ำ ยกเว้นหญิงตั้งครรภ์ที่มีอายุ ๓๕ ปีขึ้นไป โดยนับอายุจนถึงวันที่คลอด และในกรณีที่หญิงตั้งครรภ์ที่เคยคลอดบุตรที่มีโครโมโซมผิดปกติมาก่อน หรือมีประวัติความผิดปกติของโรคที่เกี่ยวกับโครโมโซมในครอบครัว

๒. ในการเจาะน้ำคร่ำนั้นก็ต้องการดูว่าทารกในครรภ์มีความผิดปกติของโครโมโซมหรือไม่

๓. ในเรื่องของความเสี่ยงพบได้น้อยในการเจาะน้ำคร่ำอาจเกิดการแท้งบุตร หรือการติดเชื้อได้ภายในโพรงมดลูก โดยพบได้ ๑ ใน ๒๐๐ ของการเจาะน้ำคร่ำในโรงพยาบาลรามาธิบดี ส่วนความเสี่ยงของทารกในครรภ์จะพบได้น้อยมาก

๔. การเกิดลูกปัญญาอ่อน หรือกลุ่มอาการดาวน์นั้น มีโอกาสพบได้ในหญิงตั้งครรภ์อายุมากได้บ่อยกว่า และเมื่อดูตามอายุ



๕. ค่าใช้จ่ายในการเจาะน้ำคร่ำ ถ้าทำในโรงพยาบาลรามาธิบดี หรือโรงพยาบาลของรัฐประมาณ ๓,๐๐๐ บาท แต่ถ้าทำในโรงพยาบาลเอกชนประมาณ ๘,๐๐๐ บาท

                                   

หวังว่าคุณแม่หลายท่านคงจะเข้าใจ และมีความกระจ่างมากขึ้นนะคะ

24 กุมภาพันธ์ 2555

เจาะ "ส้นเท้า" ทารกตรวจ "ทีเอสเอช" ป้องกัน "โรคเอ๋อ-ภาวะขาดไอโอดีน"



กระทรวงสาธารณสุข ได้ทำการตรวจคัดกรองสุขภาพทารกแรกเกิดป้องกันโรคเอ๋อ ด้วยการเจาะ “ส้นเท้า” นำเลือดมาวัดระดับ ไทรอยด์ สติมูเลติง ฮอร์โมน ( Thyroid Stimulating Hormone ) หรือ ทีเอสเอช ( TSH) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่สร้างจากต่อมใต้สมอง ค่าทีเอสเอชจะขึ้นอยู่กับระดับไทรอยด์ฮอร์โมน หากต่อมไทรอยด์สร้างฮอร์โมนได้ตามปกติค่าทีเอสเอชจะต่ำ แต่ถ้าไม่สามารถสร้างไทรอยด์ฮอร์โมน หรือสร้างได้น้อย เช่น ขาดสารไอโอดีน ต่อมใต้สมองจะหลั่งทีเอสเอชออกมามากขึ้น เพื่อไปกระตุ้นต่อมไทรอยด์ ทำให้ค่าทีเอสเอช สูง
โดย ดร.วิยะดา เจริญศิริวัฒน์ ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการการตรวจคัดกรองสุขภาพทารกแรกเกิด กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข อธิบายว่า การเจาะส้นเท้าทารกแรกเกิด เพื่อตรวจวัดระดับทีเอสเอช  ได้เริ่มโครงการนำร่องตั้งแต่ปี 2539  ที่ จ.น่าน เนื่องจากในสมัยนั้นมีคนที่เป็นโรคคอพอก พัฒนาการช้า ความคิดความอ่านไม่เป็นปกติ สติปัญญาด้อย  1 ต่อ 900 หมายความว่า  ทารกเกิดมา 900 คนจะมีภาวะพร่องไทรอยด์ฮอร์โมนแต่กำเนิด หรือ เป็นโรคเอ๋อ 1 คน ในขณะที่อุบัติการณ์ของโลกอยู่ที่ประมาณ  1 ต่อ 3,000-4,000 คน

หลังจากนั้นได้มีการขยายการตรวจคัดกรองไปเรื่อย ๆ จนครบ 76 จังหวัดเมื่อปี 2543  ในปัจจุบันได้มีการตรวจคัดกรองทารกแรกเกิดทั่วประเทศ ด้วยน้ำยาที่ผลิตขึ้นเอง ต้นทุนในการตรวจที่ได้รับจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ  (สปสช.) อยู่ที่  123.80 บาทต่อคน    ครอบคลุมเด็กทารกแรกเกิดถึง 95% ส่วนอีก 5% คือ คลอดตามบ้าน หรืออยู่ตามภูเขา ตะเข็บชายแดน ซึ่งได้ให้ อสม.เข้าไปเก็บเลือดใส่กระดาษซับออกมา คือ ร้อยทั้งร้อยของทารกที่คลอดในโรงพยาบาลจะได้รับการเจาะส้นเท้าเพื่อนำเลือดมาตรวจ ยกเว้นในรายที่มีปัญหาตัวเล็ก อยู่ในตู้อบ   พ่อแม่ไม่เข้าใจ   จริง ๆ คือ สิ่งที่เป็นปัญหาสำคัญของโครงการ คือ คุณพ่อคุณแม่ไม่อยากให้ทำร้ายลูกเขา ด้วยการเจาะส้นเท้า เพราะกลัวลูกเจ็บ แต่ได้มีการให้ข้อมูลเรื่องการเจาะส้นเท้าตั้งแต่ฝากครรภ์แล้วทำให้การเจาะเลือดทารกในปัจจุบันทำได้ง่ายขึ้น เพราะทุกคนไม่ต้องการให้ลูกโง่

ตั้งแต่ปี 2539 จนถึงปัจจุบันสามารถตรวจคัดกรองทารกแรกเกิดไปแล้ว 9,053,873 คน  สามารถรักษาทารกได้ถึง 4,565 คน  ทั้งนี้ในแต่ละปีที่มีการคัดกรองทารกแรกเกิดประมาณ 8 แสนคนจะพบทารกที่มีความผิดปกติประมาณ 500-600 คน หากช่วยได้เร็วทารกเหล่านี้ก็สามารถมีพัฒนาการเหมือนทารกปกติ

จากการให้ทางจุฬาฯประเมินพบว่า เด็ก 1 คนที่เป็นโรคเอ๋อ หรือ ภาวะปัญญาอ่อน รัฐจะสูญเสียทางเศรษฐกิจประมาณ 8.3 ล้านบาท

สำหรับการเจาะเลือดทารกเพื่อนำมาตรวจนั้น จะนำมาทั้งหมด 6 หยด โดยหยดลงบนกระดาษซับแห้ง และส่งทางไปรษณีย์มาที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เมื่อได้รับเลือด 6 หยดแล้วจะนำมาพิมพ์ข้อมูลทั้งหมดอย่างละเอียด ใส่ลงไปในระบบฐานข้อมูล จากนั้นนำกระดาษซับเลือดเข้าห้องปฏิบัติการ และใช้น้ำยาตรวจตามกระบวนการ

                     

เลือด 6 หยดที่เจาะมา  2 หยดแรกจะตรวจวัดระดับทีเอสเอช ถ้าผลออกมาทารกมีความผิดปกติอยู่ในกลุ่มเสี่ยงจะตรวจซ้ำ ส่วนอีก 2 หยดจะตรวจพีเคยู (PKU) หรือ ฟีนิลคีโตนูเรีย (phenylketonuria) โรคนี้เด็กไม่สามารถย่อยกรดอะมิโนที่ชื่อฟีนิลอลานิน พอย่อยไม่ได้ก็เกิดสารพิษไปสะสมที่สมองทำให้เด็กสติปัญญาอ่อน ตรงนี้เป็นโรคทางพันธุกรรม พบในฝรั่งเยอะ    คนไทยเคยพบอุบัติการณ์สูงสุดปีหนึ่งประมาณ 6-7 คน แต่บางปีอาจจะไม่เจอเลย เพราะเป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม ส่วนอีก 2 หยดป้องกันข้อผิดพลาด นอกจากนี้สิ่งที่อยู่บนกระดาษซับเลือดที่เหลือใช้ เพราะทารกไม่ผิดปกติจะใช้เพียง 2 หยดเท่านั้น ที่เหลือจะเก็บในธนาคารดีเอ็นเอ ตอนนี้คัดกระดาษซับที่ดี ๆ ได้ประมาณ 4 ล้านกว่าคนแล้ว

กรณีทารกปกติจะทราบผลวันต่อวัน โดยจะมีการแจ้งผลการตรวจผ่านทางเว็บไซต์  ทางโรงพยาบาลที่ทารกเกิดและเป็นคนเจาะส้นเลือดส่งมาตรวจสามารถใช้รหัสผ่านเข้าไปดูผลได้เลย  แต่ถ้าทารกมีความผิดปกติ อยู่ในกลุ่มเสี่ยงภายใน 5 วันทำการจะทราบผล

ทารกที่มีระดับทีเอสเอชเกิน 25 มิลลิยูนิต อาจเกิดจากไม่มีต่อมไทรอยด์ ต่อมไทรอยด์เล็ก หรืออยู่ผิดที่ ผลิตไทรอยด์ฮอร์โมนไม่ได้เหมือนคนปกติ ต้องรักษาตลอดชีวิต   แต่การรักษาง่ายมากด้วยการกินยาเม็ดไทรอยด์ฮอร์โมนราคา 50 สตางค์ต่อเม็ด  ถ้าพบว่าทารกแรกเกิดมีค่าทีเอสเอชเกิน 25 มิลลิยูนิต ก็จะตามตัวมารักษา หากตามได้เร็วเท่าไหร่ สมอง พัฒนาการ จะเกิดขึ้นเร็วเท่านั้น สมองก็สามารถเจริญเติบโตได้ตามปกติ แต่ถ้า 3 เดือนค่อยตามกลับมา พัฒนาการก็ช้า ทำให้สติปัญญาต่ำ

ส่วนทารกที่มีระดับทีเอสเอชเกิน 11.2 มิลลิยูนิ  ตอาจเป็นแค่ภาวะขาดสารไอโอดีน   ซึ่งทางองค์การอนามัยโลกระบุว่า หากประชากรในพื้นที่มีระดับทีเอสเอชของทารกแรกเกิดเกิน 11.2 มิลลิยูนิต มากกว่า 3% ถือว่าขาดสารไอโอดีน ในประเทศไทยตอนนี้เรียกว่าขาดกันทุกจังหวัด  สำหรับผลที่ตรวจพบจะไปแจ้งให้ทางสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทราบเพื่อนำไปทำแผนบูรณาการรณรงค์แก้ไขปัญหาต่อไป

วันนี้คุณพ่อคุณแม่ทั้งหลายให้ทางโรงพยาบาลเจาะ ส้นเท้าลูกน้อยแล้วหรือยัง !!??

20 กุมภาพันธ์ 2555

ไขข้อข้องใจกับโรค....ช็อกโกแลตซีสต์




หลายคนคงเคยได้ยินชื่อของโรคช็อกโกแลตซีสต์ หรือโรคที่ทางการแพทย์เรียกว่า โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ซึ่งหมายถึง โรคที่มีภาวการณ์เจริญเติบโตของเซลล์เยื่อบุโพรงมดลูกขึ้นผิดที่

ลักษณะอาการ โดยปกติแล้วเซลล์เยื่อบุโพรงมดลูกจะเจริญเติบโตภายในโพรงมดลูก แต่ถ้ามีการเจริญของเยื่อบุโพรงมดลูกผิดที่จะทำให้เกิดอาการ ซึ่งอาการแสดงของโรคนี้แบ่งได้เป็น 2 ชนิดคือ ชนิดที่พบภายนอกมดลูก เป็นชนิดที่พบได้บ่อย ส่วนใหญ่มักพบบริเวณอุ้งเชิงกราน ได้แก่ รังไข่ ท่อนำไข่ เยื่อบุช่องท้อง รวมถึงอวัยวะใกล้เคียง เช่น กระเพาะปัสสาวะ และลำไส้ใหญ่ นอกจากนี้ยังพบได้ที่ ท่อไต ลำไส้เล็ก ปอด สมอง และบริเวณผิวหนัง หรือแผลผ่าตัด เป็นต้น อีกชนิดพบได้ในกล้ามเนื้อมดลูก อันเกิดจากเซลล์เยื่อบุโพรงมดลูกไปเจริญแทรกอยู่ในกล้ามเนื้อมดลูก ทำให้มีอาการปวดประจำเดือนและตรวจพบว่ามดลูกมีขนาดโตขึ้น โดยทั่วไปโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่จะหมายถึง ชนิดที่พบภายนอกมดลูก

ช็อกโกแลตซีสต์ และคำว่า ซีสต์ หมายถึง ถุงน้ำ ช็อกโกแลตซีสต์ จึงเป็นอาการแสดงหนึ่งของโรคเยื่อบุโพรงมดเจริญผิดที่ โดยตัวโรคไปเกิดขึ้นที่รังไข่ในลักษณะของถุงน้ำ ที่เราเรียกว่า ช็อกโกแลตซีสต์ เพราะลักษณะของถุงน้ำในโรคนี้ ภายในมีของเหลวที่มีลักษณะคล้ายกับช็อกโกแลต
สำหรับสาเหตุของการเกิดถุงน้ำช็อกโกแลต เชื่อว่าเกิดจากการที่เลือดระดู หรือประจำเดือนมีการไหลย้อนกลับเข้าไปในอุ้งเชิงกราน ผ่านทางท่อนำไข่ ซึ่งโดยปกติแล้วเวลาผู้หญิงมีประจำเดือน นอกจากเลือดประจำเดือนจะไหลออกมาทางช่องคลอดแล้ว จะมีเลือดบางส่วนไหลผ่านท่อนำไข่เข้าไปในอุ้งเชิงกราน โดยเลือดประจำเดือนนี้จะมีเซลล์เยื่อบุโพรงมดลูกอยู่ ซึ่งโดยปกติแล้วร่างกายคนเราจะมีกลไกในการกำจัดเซลล์เยื่อบุโพรงมดลูกเหล่านี้ แต่ในผู้หญิงบางคนมีความผิดปกติของกลไกในการกำจัดเซลล์เหล่านี้ ทำให้เซลล์เยื่อบุโพรงมดลูกที่หลุดออกมานั้น ไปฝังตัวตามจุดต่าง ๆ ในอุ้งเชิงกราน รวมถึงรังไข่ และเจริญเติบโตจนทำให้เกิดถุงน้ำขึ้น เวลาที่เรามีประจำเดือน เซลล์ของเยื่อบุโพรงมดลูกที่อยู่ในถุงน้ำก็จะมีเลือดออกเข้าไปในถุงน้ำนั้นด้วย เมื่อเวลาผ่านไป น้ำซึ่งเป็นส่วนประกอบในถุงเลือดนั้นจะถูกดูดซึมกลับ ทำให้เลือดในถุงมีลักษณะเข้มขึ้น และเมื่อค้างอยู่นาน ๆ ก็จะกลายเป็นสีน้ำตาล มีลักษณะเหมือนช็อกโกแลต เราจึงเรียกว่า ถุงน้ำช็อกโกแลต หรือ ช็อกโกแลตซีสต์

ดังนั้นกลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสเป็นโรคนี้สูง

19 กุมภาพันธ์ 2555

ลูกกลับหัวหรือยัง

เคยมีเรื่องที่ถามกันใน วงสนทนาสนุกๆว่าเมื่อตอนคุณคลอดออกมาจำได้หรือไม่ว่า คุณเอาหัวหรือเอาก้นออก หมายความว่า คุณคลอดท่าหัวหรือท่าก้น
คำถามที่สูติแพทย์มักถูกคุณแม่ถามเสมอก็คือ " ลูกกลับหัวหรือยัง " ท่าของทารกในครรภ์จึงมีความสำคัญต่อการคลอด นอกจากสูติแพทย์จะใช้วิธีคลำทางหน้าท้องประกอบกับการใช้หูฟัง (stethoscopes) เพื่อจะให้รู้ว่าทารกอยู่ในท่าไหน ช่วงก่อนคลอด

สูติแพทย์นอกจากจะตรวจหน้าท้องแล้ว พอปากมดลูกเปิด ก็จะตรวจภายใน (โดยใช้นิ้วมือสอดเข้าทางช่องคลอด) เพื่อดูว่าเป็นกะโหลกศีรษะ เป็นหน้า หรือเป็นก้น เป็นต้น เพื่อให้แน่ใจว่าทารกอยู่ในท่าอะไร

นอกจากนี้ สามารถใช้เครื่องอัลตราซาวนด์ หรือที่เรียกว่าเครื่องตรวจคลื่นเสียงความถี่สูง ซึ่งจะทราบท่าของทารกได้อย่างแม่นยำ โดยทั่วไปเมื่อทารกอยู่ในครรภ์ระยะอายุครรภ์แรกๆท่าของทารกในครรภ์ยังไม่แน่นอน อาจมีการหมุนตัวเฉียงไปเฉียงมาบ้าง ท่าขวางบ้าง ท่าศีรษะบ้าง และจะมีส่วนหนึ่งที่อยู่ใน ท่าก้น แล้วหมุนตัวกลับมาเป็นท่าศีรษะเพราะในช่วงอายุครรภ์น้อยๆ ทารกยังตัวเล็ก น้ำคร่ำก็มาก ทารกในครรภ์จึงขยับไปมาได้โดยสะดวก 


                                      


เมื่ออายุครรภ์ประมาณ 21-24 สัปดาห์ ทารกในครรภ์จะอยู่ในท่าก้นประมาณร้อยละ 33 แต่เมื่ออายุครรภ์มากขึ้นทารก มีขนาดโตขึ้นส่วนใหญ่ก็จะมาอยู่ในแนวตั้งจนถึงอายุครรภ์ประมาณ 37-40 สัปดาห์ จะเหลือเป็นท่าก้นเพียงร้อยละ 6 สุดท้ายเมื่อเข้าสู่ระยะคลอดจะเหลือเป็นทารกท่าก้นเพียงร้อยละ 4 เท่านั้น

ทารกที่คลอดท่าก้น ส่วนใหญ่มักจะไม่ทราบสาเหตุ แต่จะมีปัจจัยที่อาจจะมีผลต่อท่าของทารกในครรภ์เป็นท่าก้น เช่น ครรภ์แฝด แฝดน้ำ ภาวะน้ำคร่ำน้อยหรือน้ำคร่ำมากเกินไปในครรภ์ ทารกในครรภ์ผิดปกติ เช่น ทารกหัวบาตร ทารกไม่มีสมอง รกผิดปกติ หรือมีเนื้องอกในอุ้งเชิงกราน

ระยะคลอด การที่ทารกอยู่ท่าก้นอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ โดยทารกมีความเสี่ยงต่อการคลอดยาก มักสัมพันธ์กับปัจจัย หลายอย่าง เช่น การคลอดก่อนกำหนด ทารกเจริญเติบโตช้า ทารก มีน้ำหนักตัวน้อย ภาวะรกเกาะต่ำ หรือสายสะดือย้อย

ปกติทารกในครรภ์เมื่อครบกำหนดจะมีขนาดศีรษะ ใหญ่กว่าก้น หรือขนาดอุ้งเชิงกราน การคลอดปกติเมื่อทารกคลอดส่วนศีรษะแล้วส่วนอื่นก็จะสามารถคลอดตามมาได้ เว้นแต่ถ้าทารกโตมากก็อาจจะติดไหล่ได้ แต่ถ้าคลอดทารกในท่าก้นจะต้องเสี่ยงต่อการที่ก้นออกมาแล้วศีรษะติดอยู่ ไม่สามารถคลอดศีรษะออกมาได้หรือออกยากต้องใช้เวลานานหรือต้องมีการช่วยคลอดท่าก้น

วิธีการทำคลอดศีรษะภายหลังคลอดก้นแล้ว ก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้หลายประการ เช่น ภาวะขาดอากาศอย่างรุนแรง ทารกอาจถึงกับเสียชีวิตได้ หรือได้รับบาดเจ็บจากแรงกดของทางออกอุ้งเชิงกราน หรือจาก การดึงรั้งจากการช่วยคลอด การตัดสินใจว่าจะให้คลอด ทางช่องคลอดจึงมีความสำคัญมาก

เมื่อทราบว่าเป็นท่าก้นในระยะก่อนหรือขณะเจ็บครรภ์คลอด สูติแพทย์จะประเมินปัจจัยต่างๆ ดังต่อไปนี้ คือ ขนาดของทารกว่าตัวใหญ่หรือตัวเล็ก ช่องเชิงกรานแคบหรือรูปร่างของทางออกอุ้งเชิงกรานชนิดที่อาจทำให้ คลอดยาก ศีรษะทารกอยู่ในท่าเงย ไม่เจ็บครรภ์แต่มีเหตุ จำเป็นต้องให้คลอด เช่น เนื่องจากมีภาวะครรภ์เป็นพิษหรือน้ำเดินก่อนกำหนดนาน มดลูกหดรัดตัวไม่ดีทารกท่าก้นที่มีการเหยียดขาหรือมีเท้าเป็นส่วนนำ อายุครรภ์ก่อนกำหนดซึ่งมีโอกาสเป็นอันตรายต่ออวัยวะทารก ภาวะทารกเจริญเติบโตช้าในครรภ์ เคยมีประวัติการคลอดทารกเสียชีวิตหรือทารกได้รับบาดเจ็บจากการคลอด ในครรภ์ก่อน หรือเหตุผลสุดท้ายคือหญิงตั้งครรภ์ต้องการทำหมัน เหตุผลต่างๆ เหล่านี้ สูติแพทย์จะตัดสินใจ ผ่าตัดคลอดมากกว่าที่จะให้คลอดทางช่องคลอด เพื่อลดภาวะเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้

ดังนั้น ท่าของทารกในครรภ์มารดาจึงมีความสำคัญ ในการตรวจครรภ์แต่ละครั้งแพทย์จะมีการคลำท่าทารกทางหน้าท้องเพื่อทราบว่าทารกอยู่ในท่าศีรษะ ท่าก้น หรือท่าขวาง ตลอดจนการคลำว่าศีรษะได้เข้าสู่ภายในอุ้งเชิงกรานแล้วหรือยัง

คำถามที่หญิงตั้งครรภ์มักจะถามสูติแพทย์เมื่อใกล้ คลอดว่า "หัวลงหรือยัง และจะคลอดเองได้หรือไม่ "หากพบว่าเป็นท่าขวางแพทย์จะทำการผ่าตัดคลอด อย่างแน่นอน หากเป็นท่าก้นแพทย์จะประเมินก่อนว่าจะสามารถคลอดทางช่องคลอดโดยมีความเสี่ยงน้อย หรือไม่ โดยหารือร่วมกันกับมารดา ถ้าไม่แน่ใจก็จะแนะนำ ให้ผ่าตัดคลอดดีกว่าครับ เว้นแต่กรณีที่เจ็บครรภ์มาถึงโรงพยาบาลฉุกเฉินก้นโผล่แล้วหรือไม่สามารถเตรียมผ่าตัดได้ทันแล้วจึงต้องพยายามทำคลอดท่าก้น ซึ่งกรณีดังกล่าวถือว่าเป็นความเสี่ยงจากการคลอดบุตร


ดังนั้น เมื่อทราบว่าทารกในครรภ์อยู่ในท่าผิดปกติ จึงต้องใส่ใจแล้วปรึกษาแพทย์ให้เข้าใจและวางแผนการคลอดร่วมกัน และเมื่อมีอาการเจ็บครรภ์คลอดจะต้องมาโรงพยาบาลโดยมิชักช้า

ขอให้คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ทุกท่านอย่ากังวลใจนะคะ สูติแพทย์ที่ดูแลท่านจะคอยให้คำแนะนำที่ดีและปลอดภัยแก่คุณแม่และคุณลูกค่ะ

ลูกเกิดรอด แม่ปลอดภัย


                      


1.ทุกครอบครัวจำเป็นต้องรู้จักอาการที่เป็นสัญญาณอันตรายต่อแม่และเด็กขณะตั้งครรภ์และคลอด เพื่อจะได้วางแผนปฏิบัติตนอย่างถูกต้อง และขอรับการช่วยเหลือได้ทันท่วงทีเมื่อเกิดปัญหาขึ้น

2. อันตรายจากการตั้งครรภ์และการคลอดจะลดลง ถ้าแม่ไปฝากครรภ์ตั้งแต่เริ่มรู้ว่าตั้งครรภ์ และไปรับการตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอตามกำหนดอย่างน้อย 4 ครั้ง จากบุคลากรทางการแพทย์ หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ได้รับการฝึกอบรมให้ความรู้ เจตคติ และทักษะเป็นอย่างดี

3. หญิงทุกคนต้องการอาหาร การพักผ่อนทั้งร่างกายและจิตใจเพิ่มขึ้น และต้องการการดูแลเอาใจใส่ด้านจิตใจจากสามีและบุคคลรอบข้างตลอดระยะตั้งครรภ์ การคลอด และหลังคลอด

4. หญิงตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยงบุหรี่ สุรา สารเสพติด สารพิษ มลพิษ และการถูกทำร้ายร่างกายซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อแม่ตั้งครรภ์และเด็ก

5. หญิงที่มีสุขภาพแข็งแรง มีภาวะโภชนาการดี ได้รับการศึกษาและได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีตั้งแต่วัยเด็กและวัยรุ่นจะมีปัญหาน้อยกว่าในการตั้งครรภ์และการคลอด

6. หญิงทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับบริการสุขภาพ โดยเฉพาะระหว่างการตั้งครรภ์ การคลอด บุคลากรทางการแพทย์ และสาธารณสุขต้องให้บริการที่มีคุณภาพ ด้วยความนับถือในสิทธิของผู้หญิงทุกคน






ข้อมูลจากหนังสือ " ความรู้ เพื่อชีวิต "

17 กุมภาพันธ์ 2555

อย่ามัวแต่เจ็บปวดกับอดีตของเขา ตราบใดที่ปัจจุบันยังคงเป็นเรา


"   ความเจ็บปวดอย่างเดียว ของการได้เป็นความรักครั้งสุดท้ายของใครบางคน คือการไม่ได้เป็นรักครั้งแรกของเขา"



     ......... กับความรัก หลายครั้งที่ฉันต้องอดทนอยู่กับสิ่งที่ฉันไม่สามารถเปลี่ยนแปลง หรือแก้ไขอะไรมันได้เลย และสิ่งนั้นก็คือ "อดีตของคนที่ฉันรัก" การต้องทำใจยอมรับให้ได้ว่า อ้อมแขนที่กำลังโอบกอดฉันอยู่ ครั้งหนึ่งเขาเคยใช้มันกอดคนรักเก่า คำว่า "รัก" ที่เขาพร่ำเอ่ยออกมา ในอีกหนึ่งช่วงเวลา...เขาก็เคยพูดคำนั้นกับคนในอดีตของเขา ต่อให้มันจะเป็นเรื่องราวที่ผ่านไปนานแล้ว แต่มันก็ทำให้ฉันมีแต่เจ็บกับเจ็บ ได้ทุกทีที่คิดถึง

         

   
 จนบางที...ก็เผลอคิดไปเองว่า ไม่ว่าคนรักของฉันจะดีแสนดีเพียงใดก็ตาม แต่ฉันก็ไม่เคยตอบให้ตัวเองมั่นใจได้เลยสักครั้งว่า นี่มันใช่ "ความรักของฉันจริง ๆ หรือเปล่า" ทุกสิ่งทุกอย่างมีทั้ง "ด้านสว่าง" และ "ด้านมืด" อยู่ในตัวของมันเอง สำหรับ "ด้านมืด" ของ "ความรัก" บางครั้งมันก็ทำให้เรากลายเป็น "คนเห็นแก่ตัว" ได้อย่างไม่น่าเชื่อ

         
เรื่องแปลกแต่จริงเรื่องหนึ่งมีอยู่ว่า ไม่ว่าเราจะเจ็บปวดกับความผิดหวัง ในรักครั้งที่ผ่านมาของเราแค่ไหน แต่มันก็ไม่เคยทำให้เราเจ็บปวดได้เท่ากับ เวลาที่เรานึกถึงความสวยงามในรักครั้งเก่าของคนที่เรารัก ... เคยสงสัยกันบ้างไหมว่ามันเป็นอย่างนั้นเพราะอะไร? การที่เรารู้สึกอยากเป็น "เจ้าของหัวใจใครบางคน" คงไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไรนัก ตราบใดที่เรายังมีความรักอยู่บนพื้นฐานของเหตุผล 

           "
หวง" ได้...ไม่เป็นไรหรอก...ขอแค่ "หวง" ในปริมาณที่มันพอดี 
       
           "
หึง" ได้...แต่ก็ไม่น่าจะให้มันมากเกินไป เสียจนตัวเราเองทำใจยอมรับไม่ได้ว่า "คนทุกคนย่อมต้องมีอดีต"

         
แต่ถ้าเราปล่อยให้ "ด้านมืดของความรัก" มาปกคลุมหัวใจจนหนาแน่นเกินไป "ความเห็นแก่ตัว" ก็จะทำให้เรากลายเป็นเหมือนคนตาบอด ที่ไม่ว่าความจริงตรงหน้า...จะงดงามเพียงใด แต่เราก็จะมองเห็นได้แค่เพียง "ความสุขสมหวังในรักครั้งเก่าของเขา ที่ย้อนเวลากลับไปเปลี่ยนให้มันเป็นเราไม่ได้"




          ฉันว่า...บางทีเราก็ควรต้องขอบคุณ "อดีต" ด้วยซ้ำ แม้ว่ามันไม่น่าจดจำเลยก็ตาม เพราะถ้าไม่มี "อดีต" ก็คงไม่มี "ปัจจุบัน" ถ้าใครคนนั้นไม่ได้ปล่อยเขามา วันนี้เราก็คงไม่ได้รักกัน

         
จงอย่าเป็นคนหยิบยื่นคืนชีวิตให้กับความรักที่จบลงไปแล้ว เพราะบางสิ่งบางอย่าง...มันก็มีค่าเพราะถูก "ถามถึง" และในขณะเดียวกัน มันก็พร้อมจะ "ถูกลืม" จากการ "แทนที่" เมื่อวาน "เขารักใคร" ไม่สำคัญอะไรหรอก ขอแค่วันนี้ "เขารักเรา" เท่านี้ก็น่าจะเพียงพอ



เคล็ดลับรักยืนยง




               สวัสดีค่ะ    ยินดีต้อนรับเพื่อนๆทุกท่านเข้าสู่บล็อกบทความแห่ง....สุขภาพ ถ่ายทอดความรู้...ความรัก...ความผูกพันระหว่างครอบครัว   ดิฉันในฐานะที่เป็นพยาบาลทำหน้าที่ดูแลทารกตัวน้อยๆของคุณแม่และของคุณพ่อจึงอยากจะมาช่วยแบ่งปันความรู้ใหม่ๆเกี่ยวกับการดูแลเจ้าตัวน้อยให้เป็นสุขรวมทั้งนำเคล็ดลับในการครองเรือนอย่างมีความสุขมามอบให้เพื่อนได้อ่านและแชร์กันค่ะ  หากใครต้องการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดของตัวเองแชร์แก่กันก็สามารถทำได้ค่ะ 

              ว่ากันว่าคนเรานั้นเกิดมาอยากมีคู่ อยากมีใครสักคนที่รู้ใจและอยู่ร่วมกันอย่างสันติ และมีความอิ่มอกอิ่มใจที่ได้อยู่กันเป็นคู่ครอง เพื่อที่จะครองรักนิรันดร์ด้วยกันเหมือนดังที่หวังไว้ แต่การที่จะได้พบกับรักนิรันดร์นั้นเป็นศาสตร์และศิลป์ที่จะต้องเรียนรู้

          ทำอย่างไรชีวิตคู่ถึงจะยาวนาน คำตอบก็คือ เราสองคน เข้าใจกัน ไว้ใจกัน ช่วยเหลือกัน นับถือกันและให้อภัยกันเสมอมา ซึ่งรากฐานที่สำคัญของความรักต้องประกอบไปด้วยความเมตตา อยากให้คนที่รักเป็นสุข ความกรุณาอยากให้คนที่รักพ้นทุกข์ ความมุทิตา ยินดีเมื่อคนที่รักมีความสุข และสุดท้ายตั้งตนอยู่ในอุเบกขาคือการวางเฉย เมื่อคนที่รักยังไม่พร้อมจะเข้าใจ และไม่ลืมที่จะบอกรักกันเสมอ ซึ่งมี 15 วิธีบอกรักกันผ่านทั้งกาย วาจา และใจ ได้แก่


           1. สวดมนต์ตั้งจิตอธิษฐานร่วมกันก่อนเข้านอน ขอให้คนที่เรารักปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ
           2. พูดจาต่อกันด้วยมธุรสวาจา คือ คำพูดที่ไพเราะอ่อนหวาน และให้เกียรติกัน
           3. เมื่อออกที่ชุมนุมชนจะต้องให้เกียรติคู่สมรสทุกครั้งที่มีโอกาส และกระทำด้วยความจริงใจโดยไม่เสแสร้ง
           4. พูดจากล่าวถึงคนรัก ในขณะที่อยู่ลับหลังด้วยความชื่นชมในคุณงามความดีที่มีอยู่
           5. พูดถึงเรื่องที่ดีงามของคู่รักได้ก็ต่อเมื่อมองเห็นความดีในกันและกันเสมอมาและมองผ่านข้อด้อยหรือไม่น่าพอใจของกันและกัน
           6. หาโอกาสที่จะบอกรักทุกครั้งที่เป็นไปได้ในวาระต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นวันเกิด วันขึ้นปีใหม่ วันวาเลนไทน์ ฯลฯ
           7. พูดจากับลูกด้วยคำไพเราะอ่อนหวาน และกล่าวถึงคู่รักในด้านที่ดีให้ลูกฟังเป็นประจำ
           8. ชื่นชมด้วยวาจาทุกครั้งที่คู่รักของเรากระทำการบางสิ่งบางอย่าง เพื่อความสะดวกและความสบายของเรา
           9. กล่าวคำขอโทษทุกครั้งที่ได้ทำอะไรผิดพลาดไป และต้องตั้งใจขอโทษจริง ๆ พร้อมกับตั้งใจว่าจะไม่กระทำอีก
           10. ให้อภัยทุกครั้งที่คนรักกระทำผิดพลาดโดยไม่ได้ตั้งใจ และเป็นกำลังใจให้ ไม่กระทำซ้ำซ้อน รวมทั้งกล่าวคำชื่นชมที่สามารถกระทำตามคำพูดได้เพื่อเป็นกำลังใจ
           11. พูดจาให้กำลังใจเมื่อคนรักท้อแท้จากการทำงาน การติดต่อสมาคม หรือเรื่องอะไรต่าง ๆ ที่เข้ามา เพราะการให้กำลังใจนั้น เป็นรากฐานของความรักที่ไม่ต้องการการพิสูจน์ใด ๆ
           12. พูดถึงพ่อแม่และครอบครัวของคู่สมรสด้วยความชื่นชม เป็นประจำด้วยความจริงใจ
           13. หาโอกาสไปทำบุญกุศลด้วยกันทั้งครอบครัวเป็นประจำ ความอิ่มบุญที่เกิดขึ้นจะเป็นสายใยแห่งความสุขที่จะโยงใยความสัมพันธ์ตลอดกาลนาน
           14. หาโอกาสเดินทางท่องเที่ยวร่วมกันเป็นประจำ เพราะในการเดินทางท่องเที่ยวนั้นทำให้เกิดความสนุกสนาน ทุกคนจะเรียนรู้ที่จะร่วมแรงร่วมใจกันฟันฝ่าอุปสรรค และเมื่อประสบความสำเร็จร่วมกันแล้วก็จะรู้ว่าเพราะเราร่วมแรงร่วมใจกันจึงสำเร็จ
           15. ช่วยกันเลี้ยงดูลูกน้อยด้วยกันตั้งแต่ลูกเกิด การช่วยกันฟูมฟักลูกน้อยต่อเนื่องยาวนานจะทำให้คุณผู้ชายอ่อนโยนมากขึ้น และคุณผู้หญิงประทับใจในบทบาทความเป็นพ่อมากขึ้น แล้วเราก็จะครองคู่ด้วยกัน เดินไปพร้อม ๆ กัน ดูแลครอบครัวไปด้วยกัน เป็นความรักนิรันดร์


ขอขอบคุณเจ้าของบทความนี้ :เคล็ดลับรักยืนยง  (รักลูก)
โดย : ผศ.นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์

หวังว่าบล็อกนี้จะเป็นประโยชน์แก่ผู้รู้และผู้ไม่รู้ได้เข้ามาศึกษาแลกเปลี่ยนกัน  ดังวัตถุประสงค์ของผู้จัดทำนะคะ   มีข้อสงสัยโทรคุยกันได้ค่ะ

พี่เก๋ โทร 0891269453หรือ

พบกันที่  Facebook : www.facebook.com/kwan2508
               Blog : www.kwanjai1.blogspot.com