25 พฤษภาคม 2555

ถ้าต้องการให้ลูกพูดได้เร็วขึ้น จะมีวิธีช่วยสนับสนุนเขาอย่างไรบ้างคะ

วันนี้เรามีคำถามจากคุณแม่ทางบ้านมาให้คุณหมอช่วยชี้แจงค่ะ  และนำมาแบ่งปันความรู้กัน...







ถ้าต้องการให้ลูกพูดได้เร็วขึ้น จะมีวิธีช่วยสนับสนุนเขาอย่างไรบ้างคะ 


การให้ลูกฟังเพลงหรือฟังภาษาตั้งแต่ในท้องช่วยได้มากไหมคะ แล้วอายุเท่าไหร่ที่จะเหมาะสอนเขาเรื่องการพูด การใช้ภาษา แนะนำทีค่ะ

“เด็กจะมีการเรียนรู้ภาษาตั้งแต่อยู่ในท้องแม่แล้ว โดยเด็กจะเริ่มได้ยินเสียงโดยเฉพาะในช่วง 3 เดือนก่อนที่จะคลอดออกมา ซึ่งเด็กจะเริ่มรับรู้สิ่งแวดล้อมภายนอก สังเกตจากการที่เด็กมีการตอบสนอง เช่น เมื่อได้ยินเสียงคุณแม่พูดบ่อยๆ เขาจะสนใจ พอเขาคลอดออกมาจากท้องแม่ เขาก็จะสนใจเสียงของแม่มากกว่า


...และเมื่อเขาคลอดออกมา ในช่วงเดือนแรก เด็กจะสื่อความหมายโดยไม่เฉพาะเจาะจง โดยการร้องไห้ ร้องไปเรื่อย หิวก็ร้อง แฉะเปียกชื้น อยากให้กอดก็ร้อง แต่ยังไม่สามารถที่จะบอกถึงความต้องการได้ ต่อมา เด็กจะพัฒนาเสียงร้องที่ค่อนข้างจะจำเพาะเจาะจง มีความไว แล้วก็ใส่ใจว่าร้องอย่างนี้ อาจจะหมายถึงให้เรากอด ร้องแบบนี้ไม่ใช่เฉพาะหิวอย่างเดียว
...หลังจากนั้นเด็กจะเริ่มเปล่งเสียงเป็นพยัญชนะ ทำให้เรียนรู้ที่จะพูด ซึ่งเด็กจะเข้าใจความหมายง่ายๆ ที่พ่อแม่สื่อกับเขา การพูดคุยกับเขามีส่วนช่วยในการกระตุ้นพัฒนาการด้านภาษาให้เขาอย่างมาก พ่อแม่ควรคุยกับเขา จ้องมอง สบตา ยิ้ม เหล่านี้เป็นการกระตุ้นการสื่อสารที่ดี เพราะการสื่อสารไม่ใช่แค่ภาษา เป็นการสื่อความหมายที่มีการใช้สัญลักษณ์ด้วย เพื่อถ่ายทอดความคิด การแสดงออก ความรู้สึกออกมา





…จากนั้นพัฒนาการด้านภาษาของเด็กวัย 7 - 9 เดือนนั้น เสียงพยัญชนะที่เขาพูด เขาจะเปล่งเสียงซ้ำๆ กันได้ แต่ยังไม่มีความหมายครับ เช่น เขาอาจจะพูดว่า มา...มา แต่เขายังไม่รู้ว่า เสียงที่เขาเปล่งนั้น มีความหมายว่าอย่างไร ยังต้องเรียนรู้จากพ่อแม่ผู้ใกล้ชิดที่จะช่วยตอบสนองเขา นี่คือพัฒนาการของเด็กตอนอายุ 7 – 8 เดือน หลังจากนั้นจะเริ่มเข้าใจคำง่ายๆ ก่อน แต่ยังไม่สามารถพูดออกมาได้ชัดเจน และมักจะแสดงท่าทางประกอบด้วย 
...พออายุสัก 8 - 9 เดือน เขาจึงเริ่มสามารถเปล่งเสียงออกมาเพื่อเรียกร้องความสนใจ ถ้าสมมติว่า เขาเรียกว่า มะม้า ปะป๊า เขาจะเชื่อมโยงได้ว่า เรียกอย่างนี้น่าจะหมายถึงแม่ หมายถึงพ่อ ทำเสียงอย่างนี้คุณแม่จะเอานมมาให้เขา พ่อแม่คนใกล้ชิดจึงควรสอนเด็กพูดช้าๆ พูดคำง่ายกับเขา เขาจะได้เรียนรู้คำศัพท์ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานที่เขาจะพูดได้คล่องขึ้นในภายหลัง จนช่วงประมาณอายุ 10 เดือนถึง 1 ปี เขาจะเริ่มเลียนเสียงของตัวเองได้ถนัดขึ้น และพูดออกมาเป็นคำที่มีความหมายได้ชัดเจนมากขึ้น พัฒนาการด้านภาษาของเด็กจึงเป็นตามลำดับขั้นตอน”


ลูกน้ำหว้าค่อนข้างซนมากเลยค่ะ ไม่ค่อยอยู่นิ่ง ชอบร้อง และดื้อมาก คุณแม่กังวลว่าน้ำหว้าจะเป็นเด็กเอาแต่ใจ อยากช่วยลูกน้ำหว้าค่ะ ต้องทำอย่างไรบ้างคะคุณหมอ


“เราพบว่า เด็กถูกพัฒนาความเป็นตัวของตัวเอง เริ่มจากการเป็นเด็กที่เอาแต่พึ่งพ่อแม่ พูดได้แล้ว คล่องแคล่ว ก็เริ่มไม่ต้องพึ่งพ่อแม่ พ่อแม่จึงควรปรับทัศนคติ ต้องเข้าใจด้วยว่า วัยนี้เป็นวัยของความดื้อ เป็นวัยของความซน พ่อแม่ที่มีลูกทุกคนจะต้องพบเจอช่วงเวลานี้ ซึ่งเป็นช่วงพัฒนาการของเขา ความรู้สึกของแม่ไม่ควรเป็นเชิงลบ ว่าลูกไม่น่ารัก ลูกซน ควรปรับทัศนคติเป็นเชิงบวก เข้าใจเขาว่า ช่วงนี้เป็นพัฒนาการตามวัย ถ้าเราดูแลได้อย่างเหมาะสมให้ผ่านพ้นช่วงนี้ไป เขาก็จะเป็นเด็กน่ารักเหมือนเดิม
…ดังนั้น พ่อแม่จึงต้องเข้าใจพัฒนาการของเด็ก ว่าวัยนี้เป็นวัยที่เด็กพัฒนาความเป็นตัวของตัวเอง เราจะไปห้ามปราม ไม่เปิดโอกาสให้เขาได้ลองอะไรเลย ก็ยิ่งทำให้เขาขัดขืนใจ เราต้องมีวิธีการดูแลที่เหมาะสมต่อเด็กที่ดื้อ หรือที่เอาแต่ใจมากเกินไป ถ้าเราไม่มีขอบเขตตามใจ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ การที่เด็กคนหนึ่งทำทุกอย่างได้ตามใจ เด็กก็จะไม่เคยได้รับการฝึกให้ใช้ชีวิตที่อยู่ในกฎกติกา อยากได้อะไรก็ได้ ไม่รู้จักการรอคอย การที่ลูกไปเล่นกับเพื่อน แล้วลูกไม่เคยฝึกการรอคอยเลย พอเข้าอนุบาลก็จะไปแย่งดึงของคนอื่น เป็นเด็กที่เพื่อนไม่ต้องการ ไม่เป็นที่ยอมรับ เป็นเด็กที่โตขึ้นไม่น่ารัก พอปลูกฝังนิสัยนี้ต่อไป เขาก็จะเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่รู้จักอดทน ไม่รู้จักควบคุมตัวเอง พอลำบากก็ไม่เอา อาจจะต้องมีคนคอยห้อมล้อมคอยเอาใจ อะไรพวกนี้ ทำให้เด็กไม่มีภูมิต้านทาน ไม่มีทักษะในการดำรงชีวิต เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางอย่างเดียว เด็กก็จะปรับตัวยากในสังคม ถึงแม้เราจะรู้ว่าเด็กมีพัฒนาการตามวัย แต่เราก็ต้องรู้ว่าเราจะวิธีที่จะปรับเปลี่ยนเขาอย่างไร”


ขอขอบคุณ นพ.มงคล เงินหลั่งทวี
กุมารแพทย์

7 พฤษภาคม 2555

แพ้ยุง


ลูกแพ้ยุงกัดทำไงดี?
แม้ว่าลูกน้องของเราจะเป็นเด็กเล็กที่ดูซน ๆ แต่ยุงก็ชอบนักที่จะกัดผิวเด็ก ทำให้ลูกน้อยเกิดอาการแพ้ยุงกัดได้ เพราะลูกน้อยของเรานั้นยังเล็กมากและประกอบกับมีผิวที่อ่อนบอบบางทำให้เกิดอาการ แพ้ยุงกัด ได้ง่ายกว่าในผู้ใหญ่ ฉะนั้นเมื่อ ลูกแพ้ยุง เราจึงควรหาวิธีป้องกันกันไว้ก่อน และหากเกิดอาการ แพ้ยุงทำไงดี วันนี้เราก็มีคำตอบมาตอบข้อสงสัยของคุณแม่หลาย ๆ ท่านอีกด้วยค่ะ เมื่อรู้อาการแพ้ยุงกัดแล้วเราควรจะดูและลูกน้อยให้เป็นพิเศษอีกด้วยนะค่ะ



 แพ้ยุงกัด

บางคนอาจจะมีอาการแพ้น้ำลายยุงแผลที่ถูกยุงกัดจึงไม่ใช่แค่ตุ่มแดงธรรมดา บางคนอาจจะบวมเป็นจ้ำมีหนองและเกิดอาการคันมากกว่าปกติ แผลหายช้าและทิ้งรอยดำไวที่ผิว  ถึงแม้อาการแพ้ยุงจะไม่รุนแรงอะไร (ไม่ใช่ยุงที่เป็นพาหะนำโรค เช่น ยุงลายหรือยุงก้นปล่อง) แต่ก็ทำให้เกิดความรำคาญแก่เด็กไม่ใช่น้อย แล้วคุณพ่อคุณแม่เองก็คงไม่อยากให้แขนขาลูกมีรอยจุดดำแน่นอน

อาการแพ้ยุง

เป็นตุ่มนูนแดง จ้ำแดง จะคันมากกว่าโดนยุงกัดปกติ บางคนอาจมีอาการบวมมากดูคล้ายลมพิษ ตุ่มที่เกิดจากอาการแพ้ยุงจะนานประมาณ 1-3 สัปดาห์ เมื่อแผลหายมักจะเป็นรอยจุดสีน้ำตาลและใช้เวลาหายช้า

เมื่อถูกกัดแล้วทำอย่างไร 

• เมื่อล้างบริเวณที่โดนกัดด้วยน้ำสบู่อ่อน ๆ จะช่วยล้างสารเคมีจากน้ำลายยุงที่ทำให้เกิดอาการระคายเคือง

• ทายาแก้คัน หรือถ้าเป็นเม็ดหนองก็ทายาปฏิชีวนะ

สมุนไพรไทยแก้คัน 

• นำใบตำลึง โขลกให้ละเอียดผสมกับน้ำซาวข้าวพิมเสนเล็กน้อยนำมาทาบริเวณที่เป็นตุ่ม วันละ 2-3 ครั้ง

• ลูกประคำดีควาย ต้มพอให้นิ่มแกะเมล็ดออกแล้วนำเนื้อไปผสมกับน้ำที่จะใช้อาบตีให้เกิดฟองใช้น้ำแช่ขาสัก 15 นาทีหรือจะนำฟองมาทาบริเวณที่เป็นแผลทิ้งไว้สักพักแล้วล้างออกก็ได้

ป้องกันไว้ก่อน

• กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุง

• ไม่ให้ลูกนั่งเล่นในมุมอับหรือมืด

• ถ้าไปต่างจังหวัด ควรทายากันยุงที่ผลิตจากสารธรรมชาติโดยการทาบาง ๆ บริเวณแขนและขาไม่ควรใช้แบบสารเคมีเพราะผิวเด็กยังอ่อนบางอยู่

• ถ้าไปต่างจังหวัดให้สวมกางเกงขายาวให้ลูก เพราะมีโอกาสที่ลูกจะแพ้แมลงต่างจังหวัดหรือโดนแมลงแปลก ๆ กัดได้

• ถ้าจะฉีดยากันยุง ควรฉีดในช่วงกลางวันและควรนำของเล่นเสื้อผ้าลูกเครื่องนอนเครื่องใช้ออกมาก่อนฉีดยาและก่อนพาลูกเข้านอนควรถูห้องก่อน

แพ้แมลงอื่นนอกจากยุง 

แมลงอื่น ๆ ที่กัดแล้วทำให้เกิดอาการคันทิ้งรอยดำคล้าย ๆ ยุงกัดมีอีกหลายชนิด เช่น ตัวเห็บ หมัด อยู่ตามสุนัขและแมว แพ้ไรฝุ่นต่าง ๆ ก็ทำให้เกิดอาการคันได้เช่นกัน และอีกอย่างที่ต้องระวังคือแมลงที่ไม่รู้จักซึ่งเราไม่แน่ใจว่าลูกเราจะมีอาการแพ้หรือไม่ เพราะแมลงบางชนิดเมื่อกัดแล้วจะปล่อยสารพิษเข้าผิวหนังบางชนิดเป็นสารก่อภูมิแพ้ ถ้ามีอาการแพ้อย่างอ่อนก็แค่บวมแดงคัน แต่ถ้ามีอาการแพ้รุนแรงแผลที่ถูกกัดจะมีการอักเสบมากหรือบวมมากทั้งแขนหรือขาหลังถูกกัดประมาณ 48 ชั่วโมง ดังนั้น ต้องคอยระวังเรื่องนี้ให้มาก

ดูแลเมื่อถูกแมลงกัด 

1. ถ้ารอยกัดบวม ให้ใช้น้ำแข็งประคบเพื่อลดอาการบวม

2. ถ้าเป็นผื่นคันธรรมดาใช้คาลาไมน์ เพื่อบรรเทาอาการคันได้

3. ถ้ามีอาการคันมาก อาจจะงดอาหารทะเลชั่วคราวเพราะจะไปกระตุ้นให้คันมากขึ้นได้

อาการที่ต้องรีบพาไปพบแพทย์ทันที

1. มีลมพิษขึ้นที่ส่วนอื่นของร่างกาย ผิวหนังแดงและคันตามตัว

2. หนังตาและปากบวม

3. แน่นหน้าอก เสียงแหบ

4. หัวใจเต้นผิดปกติ

5. กระสับการส่าย สับสน

6. ไอ สำลักอาหาร


ขอขอบคุณข้อมูลจาก Mother&Care ขอขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต

แพ้นมวัว


คุณเคยได้ยินคำว่า "แพ้นมวัว" กันบ้างรึเปล่าค่ะสิ่งนั้นก็คือ การที่ทารกแพ้ โปรตีนในน้ำนมวัยนั่นเองค่ะ แต่อาการแพ้โปรตีนนมวัวส่วนใหญ่จะเป็นเพียงภาวะชั่วคราว และอาการ แพ้นมวัย จะหายได้หากทารกได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม

ทำไมถึง แพ้นมวัว

การได้รับนมผสมหรืออาหารอื่น ๆ ที่ต่างจากนมแม่ที่เป็นโปรตีนแปลกปลอมอาจเสี่ยงต่อการเกิดการแพ้อาหาร เนื่องจากโปรตีนแปลกปลอมเหล่านี้ไม่ถูกย่อยหรือทำลาย โดยเฉพาะเด็กวัย 4-6 เดือนแรก ที่เยื่อบุทางเดินอาหารระบบภูมิคุ้มกัน และระบบน้ำย่อยต่าง ๆ ยังไม่แข็งแรงโปรตีนดังกล่าวจึงเข้าสู่ร่างกายได้มากเป็นเหตุให้เด็กเล็ก ๆ เกิดอาการแพ้โปรตีนนมวัวได้ง่าย

รู้ได้อย่างไรว่าแพ้

การแพ้โปรตีนนมวัว เป็นโรคที่วินิจฉัยได้ยากเนื่องจากช่วงแรกที่ดื่มยังไม่แสดงอาการใด ๆ ออกมาพอดื่มไปได้สักระยะจึงแสดงอาการ ทำให้พ่อแม่เข้าใจว่าเป็นโรคธรรมดาในเด็ก เพราะมีผื่นขึ้นตามใบหน้าเป็นลมพิษ ปากบวม บางครั้งถ่ายเป็นเลือดปนมูกท้องเสียเรื้อรังหรือหวัดเรื้อรัง ในที่สุดลูกจึงป่วยโดยไม่จำเป็น ดังนั้น จำเป็นต้องอาศัยการสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดและหากไม่แน่ใจกับอาการที่เกิดขึ้นก็ควรปรึกษาคุณหมอเพื่อทำการหาสาเหตุที่แท้จริง





แบบไหนเข้าข่าย...แพ้!

อาการแพ้ของเด็กแต่ละคนอาจแสดงออกมาไม่เหมือนกันขึ้นอยู่กับว่าในร่างกายของลูก ระบบไหนที่ไวต่อสารก่อภูมิแพ้โดยเฉพาะเด็กคนไหนที่แพ้ง่ายมักมีประวัติพ่อแม่หรือคนในครอบครัวเป็นภูมิแพ้อยู่แล้ว (ไม่จำเป็นที่พ่อแม่ต้องเป็นคนที่แพ้อาหารอาจจะเป็นโรคภูมิแพ้อย่างอื่น)

อาการแพ้ที่พบบ่อยที่สุดในเด็กเล็ก คือ ผื่นภูมิแพ้ส่วนใหญ่จะเกิดบริเวณใบหน้าก่อนเป็นเม็ดเล็ก ๆ ที่ใบหน้าตามศีรษะ หน้าผาก บางคนมีแค่ช่วงเดียวก็หายไปกลับมาเป็นใหม่ นอกจากบริเวณใบหน้าแล้วอาจมีผื่นขึ้นที่ด้านนอกแขน ข้อศอก ข้อมือ หรือตามลำตัว ซึ่งเกิดขึ้นจากการอักเสบของผิวหนัง ถ้าเป็นมากก็มีน้ำเหลืองเยิ้มออกมาในเด็กที่โตขึ้นมาหน่อย ผื่นแพ้จะไม่ขึ้นที่หน้าแล้วจะขึ้นตามบริเวณที่มีรอยย่น เช่น คอ ข้อพับ ข้อศอก หลังเข่า

การแพ้โปรตีนนมวัวไม่ได้ออกผื่นอย่างเดียวบางคนท้องเสียถ่ายเป็นมูกเลือด ในกรณีที่เป็นมากหรือหลังกินนมแล้วอาเจียนทุกครั้งร้องงอแงผิดปกติก็เป็นข้อบ่งชี้อาการที่ต้องสงสัยไว้ก่อน อีกระบบคือ ระบบทางเดินหายใจพ่อแม่บางคนเข้าใจผิดคิดว่าลูกแพ้อากาศหรือเป็นหวัด เพราะลูกมีน้ำมูกไหลเรื้อรังมีอาการหอบคล้ายหืดเด็กจะเหนื่อย หายใจเร็ว หน้าอกกระเพื่อม ถ้าเป็นมาก ๆ ก็ตัวเขียว เวลาหายใจก็มีเสียงวี้ด ๆ เกิดจากหลอดลมตีบเดิมทีเวลาหายใจเข้า ออกก็ทำได้เต็มที่ แต่พอหลอดลมตีบออกซิเจนเข้าไปไม่พอ เด็กก็จะพยายามหายใจให้เร็วขึ้นแล้วหลอดลมซึ่งมีรูเล็กก็ทำให้เกิดเสียงเวลาหายใจได้

เด็กเล็กที่แพ้โปรตีนนมวัวอาการที่แสดงอาจไม่แน่เสมอไปว่าจะปรากฏให้เห็นเมื่อไหร่ อาจเกิดอย่างรวดเร็วภายใน 1 ชั่วโมงหลังการกินนมวัว แต่บางครั้งอาการก็เกิดหลังจากการกินนมวัวภายใน 48 ชั่วโมง อาการแพ้นมวัว จะดีขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อลูกโตขึ้นหากได้รับการรักษาที่เหมาะสม

สิ่งสำคัญในการดูแลเด็กเล็ก คือ การหลีกเลี่ยงจากสิ่งที่แพ้และกินนมแม่ให้นานที่สุด เพื่อจะช่วยการป้องกันลดอาการแพ้โปรตีนนมวัวแต่ก็มีส่วนน้อยเท่านั้นที่พบว่า เด็กที่กินนมแม่อยู่ดี ๆ ก็มีโอกาสแพ้โปรตีนนมวัวนั่นเป็นเพราะแม่ดื่มนมโปรตีนที่อยู่ในนมวัวผ่านมาทางน้ำนมแม่


ขอขอบคุณข้อมูลจาก mother&care ขอขอบคุณรูปภาพจากอินเตอร์เน็ต