24 ตุลาคม 2555

ดาวน์ซินโดรม


กลุ่มอาการดาวน์ซินโดรม(Down syndrome) เป็นโรคพันธุกรรมที่เกิดจากความผิดปกติ ของโครโมโซมเป็นสาเหตุของภาวะปัญญาอ่อนในเด็ก โดยสาเหตุที่พบบ่อยเกิดจากโครโมโซมคู่ที่ 21 เกินมา 1 โครโมโซม เกิดได้ในการตั้งครรภ์ทั่วไป ไม่จำกัดเชื้อชาติ สังคมและฐานะ หรือแม้แต่อายุมารดา




ลักษณะเด็กกลุ่มอาการดาวน์ซินโดรมจะมีศีรษะค่อนข้างเล็ก แบน ตาห่าง และเฉียงขึ้น ดั้งจมูกแบน ปากเล็ก ลิ้นมักยื่นออกมา ตัวค่อนข้างเตี้ย มือสั้น นิ้วก้อยโค้งงอ ลายมือมีลักษณะมีเส้นขวางฝ่ามือ (Simian line) อาจมีโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดหรือโรคลำไส้อุดตันตั้งแต่แรกเกิด ปัญหาสำคัญที่สุดของเด็กกลุ่มนี้ คือ ระดับสติปัญญา (IQ) ต่ำกว่าเด็กปกติ หรือปัญญาอ่อน ซึ่งอาจมีความแตกต่างกันหลายระดับ มักจะมีพัฒนาการช้า เด็กจะชันคอ นั่ง ยืน เดิน และพูดได้ช้ากว่าเด็กปกติ ถ้าไม่ได้รับการกระตุ้นที่เหมาะสม เด็กจะไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้




ใครบ้างเสี่ยงต่อการมีลูกเป็นดาวน์ซินโดรม ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ทุกคนมีโอกาสมีลูกเป็นดาวน์ซินโดรม แต่อัตราความเสี่ยงจะสูงหรือต่ำขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น อายุมารดาขณะตั้งครรภ์ ประวัติ เป็นต้น หญิงที่ตั้งครรภ์เมื่ออายุเท่ากับหรือมากกว่า 35 ปี จะมีความเสี่ยงสูงกว่าหญิงตั้งครรภ์ที่อายุน้อย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า หญิงตั้งครรภ์ที่อายุน้อยจะไม่มีโอกาสคลอดลูกเป็นดาวน์ซินโดรม

วิธีการต่างๆ ที่ใช้คัดกรองกลุ่มอาการดาวน์ซินโดรม

1.จากอายุมารดาขณะตั้งครรภ์ หรือประวัติเคยมีบุตรเป็นดาวน์ซินโดรม ความเสี่ยงจะเพิ่มมากขึ้นตามอายุมารดา โดยทั่วไปถือว่าถ้าอายุเกิน 35 ปี ความเสี่ยงต่อการมีลูกมีโครโมโซมผิดปกติมากกว่า 1 ใน 200 คน (1:200) แต่การประเมินความเสี่ยงด้วยอายุมารดาอย่างเดียว มีประสิทธิภาพค่อนข้างต่ำ
2.การตรวจอัลตราซาวด์ เพื่อวัดความหนาของน้ำที่สะสมบริเวณต้นคอทารก (NT:Nuchal Translucency) ขณะอายุครรภ์ 10-14 สัปดาห์ ถ้าหนาผิดปกติก็จะมีความเสี่ยงสูงขึ้น ส่วนการตรวจอัลตราซาวด์ในช่วงอายุครรภ์ 18-20 สัปดาห์อาจจะใช้บอกระดับความเสี่ยงได้บ้าง
3.จากการตรวจเลือดมารดา โดยตรวจหาระดับสารชีวเคมีต่าง ๆ ที่สร้างจากทารก ซึ่งจะสามารถนำมาประเมินได้ว่า หญิงตั้งครรภ์รายใดอยู่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง สามารถตรวจได้ 2 ช่วงอายุครรภ์ คือ ช่วงอายุครรภ์ 10-14 สัปดาห์ และช่วงอายุครรภ์ 15-18 สัปดาห์ เป็นการตรวจสารชีวเคมีคนละชนิด

การตรวจเลือดในหญิงตั้งครรภ์

6 ตุลาคม 2555

น่ารู้! วิธีอุ้มทารก


เกร็ดเรื่องน่ารู้ดีๆ ที่คุณแม่มือใหม่ทั้งหลายไม่ควรมองข้ามกับวิธีอุ้มทารก เพราะทารกแรกเกิดนั้นมักจะมีช่วงคอที่ยังไงไม่แข็งแรงพอฉะนั้นแล้วคุณแม่ยิ่งต้องควรระวังเป็นพิเศษ และ วิธีอุ้มทารก ที่ถูกต้องจึงถือเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมากถ้าคุณแม่ไม่รู้อาจจะส่งผลอันตรายต่อลูกน้อยที่คุณรักได้ค่ะ

 ถ้าจะบอกว่าการอุ้มทารกนั้นถือเป็นสัมพันธภาพทางกายที่สามารถสื่อสารความรักความผูกพันธ์ระหว่างคุณแม่กับลูกน้อยก็ไม่ผิดค่ะ เพราะการอุ้มสามารถทำให้เจ้าตัวน้อยรับรู้ได้ถึงความรู้สึกที่อบอุ่นและปลอดภัย แต่การอุ้มทารกก็มีหลายแบบเหมือนกันนะค่ะ เพราะการอุ้มก็มีประโยนช์ที่แตกต่างสำหรับคุณและลูกน้อย วันนี้เราจึงได้นำเอา 4 วิธีอุ้มทารก มาบอกให้คุณแม่ได้รับรู้และทำความเข้าใจกันค่ะ ก็อย่างที่เราบอกว่าการอุ้มนั้นมีประโยชน์และความสำคัญสำหรับคุณแม่และเจ้าตัวน้อยเป็นอย่างมาก เพราะฉะนั้นแล้วคุณแม่ทั้งหลายควรจะลองศึกษา วิธีอุ้มทารก ให้ละเอียดรอบคอบ และเราเชื่อว่า 4 วิธีอุ้มทารก ที่เรานำมาบอกให้คุณแม่ทั้งหลายได้รู้กันในวันนี้จะป็นตัวช่วยที่ดีในการเลี้ยงน้องหนูได้เป็นอย่างดีเลยค่ะ ว่าแล้วเราก็เข้าไปรู้จักกับ 4 วิธีอุ้มทารก อย่าละเอียดกันเลยดีกว่าค่ะ

 




4 วิธีอุ้มทารก

1. อุ้มบริหารกล้ามเนื้อ
ในช่วงแรกเกิดกล้ามเนื้อคอและหลังของลูกยังไม่แข็งแรงการควบคุมศีรษะไม่ดีพอเวลาอุ้มคุณแม่ต้องพยุงศีรษะเอาไว้คอยระวังเรื่องต้นคอและหลังให้มาก แต่ถ้าใช้ท่าอุ้มต่อไปนี้เข้าช่วยก็จะสามารถบริหารกล้ามเนื้อคอลูกน้อยให้แข็งแรงได้

- วิธีอุ้ม : ใช้อุ้งมือด้านถนัดของคุณแม่โดยให้นิ้วโป้งกับนิ้วชี้กางออกเป็นรูปตัววี ประคองช่วงลำคอของลูกส่วนมืออีกข้างให้สอดใต้ขาของลูกเพื่อประคองก้นเอาไว้


2. อุ้ม (อิ่ม) สบายท้อง
ทุกครั้งที่ลูกดูดนมอิ่มแล้วคุณแม่ควรอุ้มให้ลูกเรอ สักประมาณ 5-10 นาที เพื่อให้ลมออกจากกระเพาะจะช่วยให้ลูกสบายท้องลดปัญหาการแหวะนม ทั้งนี้ 2 วิธีที่นำเสนอคุณแม่สามารถเลือกใช้ตามความถนัดค่ะ

- วิธีอุ้ม : พาดบ่า อุ้มลูกหันหน้าเข้าหาตัวคุณ โดยที่ศีรษะลูกพาดบริเวณช่วงบ่ามืออีกข้างคอยประคองก้นลูกจากนั้นจึงค่อยๆ ลูบหลังลูกเบาๆ ช้าๆ

- วิธีอุ้ม : นั่งตัก อุ้มลูกนั่งบนตักใช้อุ้งมือของคุณประคองช่วงลำคอลูกไว้และใช้มืออีกข้างค่อยๆ ลูบหลังเบาๆ


 3. อุ้มหลับสบาย
ไม่ว่าในอ้อมกอดของคุณรวมถึงบนที่นอนก็ยังต้องมีเทคนิคเรื่องท่าอุ้มเพื่อช่วยให้หลับสบายไม่กวนใจลูก

- วิธีอุ้ม : ท่านอนตะแคง

อุ้มขึ้นให้สอดมือข้างหนึ่งเข้าที่ใต้คอและศีรษะและใช้มืออีกข้างยกกันขึ้นช้าๆ ประคองมาแนบไว้กับลำตัวคุณแม่ วางลงควรโน้มตัวลงมาที่เบาะหรือที่นอนโดยยังอุ้มลูกอยู่ในอ้อมแขน เมื่อวางถึงเบาะจึงค่อยๆ ดึงมือข้างที่ประคองก้นออกมาประคองศีรษะในขณะที่ดึงแขนที่รองศีรษะออก ให้สอดมือข้างหนึ่งเข้าที่ใต้คอและศีรษะและใช้มืออีกข้างยกกันขึ้นช้าๆ ประคองมาแนบไว้กับลำตัวคุณแม่ควรโน้มตัวลงมาที่เบาะหรือที่นอน โดยยังอุ้มลูกอยู่ในอ้อมแขนเมื่อวางถึงเบาะจึงค่อยๆ ดึงมือข้างที่ประคองก้นออกมาประคองศีรษะในขณะที่ดึงแขนที่รองศีรษะออก

- วิธีอุ้ม : ท่านอนหงาย

อุ้มขึ้นใช้มือรองศีรษะและคอลูกไว้ส่วนอีกมือประคองที่ก้น (ลักษณะที่มืออยู่ตรงข้ามกัน) ค่อยๆ อุ้มลูกยกขึ้นมาไว้ใกล้ๆ ตัวคุณ วางลงทำในลักษณะเช่นเดียวกับการอุ้มขึ้นจนกระทั่งลูกถึงที่นอนจึงค่อยๆ ดึงมือออกมา

4. อุ้มปลอบโยน
เป็นหนึ่งในหลายๆ วิธี ต่อการตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐานเมื่อลูกต้องการความสนใจจากคุณ เช่น หิว ง่วงนอน ที่สำคัญ ยังช่วยสยบอาการร้องไห้ งอแงของลูกเพราะการอุ้มลูกแนบอก บวกกับน้ำเสียงปลอบโยนของแม่ลูกจะรู้สึกอบอุ่นอารมณ์ดีขึ้น

- วิธีอุ้ม : เหมือนท่าให้นมโดยข้อพับประคองศีรษะและลำตัวแขนของคุณแม่รองรับช่วงหลังของลูกและมืออีกข้างอยู่ตรงบริเวณก้นและต้นขาของลูกอยู่ในแนวเดียวกัน การสัมผัสลูกน้อยด้วยการอุ้มนอกจากเป็นเรื่องความรู้สึกดีๆ ที่ลูกรับรู้จากคุณแล้ว สิ่งสำคัญที่ต้องระวังเป็นพิเศษในการอุ้มลูกก็คือเรื่องความปลอดภัยค่ะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก mother&care ขอขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต


9 กันยายน 2555

น่ารู้! เรื่อง การนอนของทารก "ที่แก้ไขได้"



การนอนของทารกหรือการนอนของลูกน้อยของคุณเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมาก เพราะใน การนอนของทารก นั้นร่างกายได้มีพักผ่อนและในขณะเดียวกัน การนอนของทารก ก็ยังช่วยสร้างเครือข่ายเส้นใยประสาท ฮอร์โมนการเจริญเติบโต (FROWTH HORMONE) ก็ถูกหลั่งออกมาได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญ การนอนของทารก ก็ยังจะส่งผลให้ระบบสมองได้มีการซ่อมแซมตัวเองอีกด้วย ฉะนั้นแล้วการนอนของทารกจึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมากควรให้ทารกหรือลูกน้อยได้นอนหลับกันอย่างเต็มที่เพื่อที่ตอนตื่นขึ้นมากสมองของลูกน้อยจะพร้อมรับกับการเรียนรู้ได้อย่างดีทีเดียว แต่ทว่าทารกแต่ล่ะคนมักจะมีนิสัยที่แตกต่างกันซึ่งก็หมายความว่าการนอนก็ย่อมแตกต่างกันซึ้งอาจจะเป็นปัญหาสำหรับคุณพ่อคุณแม่หลายท่าน แต่วันนี้เราก็มีทางออกและทางแก้ในเรื่องการนอนของทารกให้แก่คุณพ่อคุณแม่ด้วยค่ะ

1. นอนกรน

ขณะที่ลูกนอนหลับคุณอาจพบว่า เสียงหายใจของลูกดัง (ฟี่ๆ) เหมือนเสียงกรนของผู้ใหญ่ อันที่จริงแล้วการนอนกรนไม่ใช่ปัญหาการนอนโดยตรงของเด็ก เพียงแต่ว่าเด็กเล็กๆ เวลานอนหงายมักมีเสียงหายใจดังฟี่ๆ ซึ่งมีสาเหตุมาจาก ช่วงแรกเกิดหลอดลมที่อยู่ด้านหน้ากระดูกอ่อนที่เป็นโครงสร้างของหลอดลมยังเจริญไม่เต็มที่ในเด็กบางคนทำให้หลอดลมหล่นลงมาขัดขวางอากาศที่ถูกหายใจเข้าสู่ทางเดินหายใจ เมื่อลูกหายใจเข้า-ออกจึงเกิดเสียงดัง

เด็กที่มีน้ำหนักตัวมากอาจจะมีต่อมอะดีนอยด์ซึ่งเป็นต่อมน้ำเหลืองชนิดหนึ่งอยู่ในผนังทางเดินหายใจด้านหลังจมูกมีขนาดโตกว่าปกติ นอกจากนี้ในเด็กที่มีน้ำหนักตัวมากอาจมีไขมันอยู่ในทางเดินหายใจด้านหลังจมูกมากกว่าเด็กที่มีน้ำหนักตัวน้อยกว่า เมื่อลูกนอนหงายต่อมอะดีนอยด์และไขมันอาจจะตกลงมากีดขวางทางเดินหายใจ

สังเกตง่ายๆ ในเด็กกลุ่มนี้ หากนอนหงายเสียงกรนจะดังมากขึ้นมีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่พบว่า เด็กนอนกรนจนตัวเขียว เพราะขาดออกซิเจนเนื่องจากกระดูกบริเวณหลอดลมไม่แข็งแรง ดังนั้น ตราบใดที่พัฒนาการทั่วไปเป็นปกติ ลูกไม่งอแงหรือเศร้าซึม ไม่มีอาการขาดออกซิเจน การนอนกรนถือว่าเป็นเรื่องปกติที่พบได้ เพราะหลังจาก 4-5 เดือนไปแล้ว กระดูกอ่อนบริเวณหลอดลมจะแข็งแรงขึ้นเสียงกรนก็จะหายไปลูกน้อยจึงสามารถนอนได้ตามปกติ


2. นอนสะดุ้ง

เป็นปฏิกิริยาสะท้อนกลับโดยอัตโนมัติ (Reflex) ของเด็กทารกทุกคน แค่คุณแม่ทำให้เกิดเสียงดังหรือทำให้เกิดการสั่นสะเทือนกับบริเวณที่ลูกนอนอยู่เบาๆ ลูกน้อยจะมีปฏิกิริยาตอบกลับด้วยการขยับแขนขาในทันที ดังนั้น เมื่อมีสิ่งมากระตุ้น เช่น เสียงพูดคุยหรือเปิดประตูก็อาจทำให้ลูกสะดุ้งตกใจได้ เมื่อลูกโตขึ้นปฏิกิริยาเหล่านี้ก็จะค่อยๆ หายไป ไม่แนะนำให้ใช้ผ้าห่มปิดทับหน้าอกเพื่อกันการสะดุ้งหรือผวาให้ลูกน้อย เพราะบ้านเราเป็นเมืองร้อนอาจทำให้เหงื่อออกเกิดการอับชื้นเป็นผดผื่นที่ผิวหนังตามมาได้



3. นอนน้อย ตื่นบ่อย

ช่วยแรกเกิดวงจรการนอนของเด็กจะสั้นกว่าผู้ใหญ่ทำให้เด็กเล็กๆ ตื่นบ่อย แต่เมื่อลูกโตขึ้นวงจรการนอนยาวขึ้นทำให้ลูกหลับได้นานรวมทั้งกระเพาะของลูกก็ยังเล็กทำให้ย่อยเร็วตื่นมากินนมทุก 2-3 ชั่วโมง ในช่วง 3 เดือนแรก อีกทั้งเด็กแต่ละคนก็มีรูปแบบการนอนที่แตกต่างกัน บางคนนอนทั้งวันไม่ตื่นหรือหลับๆ ตื่นๆ ทั้งวันทั้งคืนก็เป็นไปได้ แต่เมื่อลูกโตขึ้นวงจรการนอนจะนานขึ้นทำให้เห็นได้ว่าลูกหลับลึกโดยไม่แสดงท่าทีว่ารู้สึกตัวตื่นด้วยการขยับหรือบิดตัวได้นานมากขึ้น

สิ่งที่คุณแม่ควรทำคือ ให้ลูกเรียนรู้ปรับตัวและแยกแยะเรื่องเวลาอย่างชัดเจนตั้งแต่หลังคลอดด้วยการสร้างบรรยากาศการนอน เช่น เวลากลางวันควรให้ห้องนอนหรือห้องที่ลูกอยู่มีแสงสว่างเพียงพอไม่ปิดทึบหรือมืด ส่วนกลางคืนแสงไฟในห้องไม่ควรสว่างจ้าจนไปรบกวนการนอนของเด็ก


4. นอนนานไม่ยอมตื่น

หากสาเหตุที่คุณแม่กังวลเป็นเพราะลูกนอนนานไม่ตื่นขึ้นมากินนมแบบนี้ต้องสังเกตพฤติกรรมการนอนของลูกว่า ลูกนอนสบาย เป็นปกติดี ไม่มีปัญหา ก็ไม่ต้องกังวลหรือปลุกให้ลุกขึ้นมากินนมทุกๆ 3-4 ชั่วโมง อาจยืดหยุ่นช่วงเวลาการกินกันได้ตามความเหมาะสม การที่ลูกนอนนานไม่ใช่ประเด็นสำคัญให้ต้องกังวลแต่ให้สังเกตการณ์เจริญเติบโตเรื่องน้ำหนักตัวกับปริมาณการกินของลูกว่าเป็นไปตามเกณฑ์ที่เหมาะสมหรือไม่เพื่อจะได้ดูแลแก้ไขทัน





5. ไม่ยอมนอน

ปัญหาการไม่ยอมนอนเรื่องใหญ่ที่พ่อแม่เผชิญนั้น ต้องย้อนมาดูว่า ลูกไม่ยอมนอนเพราะอะไรซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสม คุณแม่ควรให้ลูกนอนกลางวันเท่าที่จำเป็นโดยเฉพาะช่วงแรกเกิด หากลูกนอนเกิน 3 ชั่วโมงควรปลุกให้ตื่น ถ้าลูกไม่หิวไม่เป็นไรอาจหากิจกรรมเรื่องเล่นให้ลูกเพื่อให้ลูกนอนกลางวันน้อยลงสามารถหลับในตอนกลางคืนได้มากขึ้น ส่วนเวลากลางคืนควรสร้างบรรยากาศก่อนนอนหรือเปิดไฟน้อยดวงเท่าที่จำเป็นหากต้องลุกขึ้นมาดูแลลูกในตอนกลางคืน





6. ร้องกวนตอนนอน

ควรดูแลแก้ไขตามสาเหตุนั้นๆ เช่น ลูกเจ็บป่วย ชื้นแฉะ ไม่สบายตัว ทำให้ลูกต้องงอแงร้องไห้ตื่นขึ้น แต่หากการร้องของลูกเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ในตอนกลางคืนก็ไม่จำเป็นต้องเข้าไปโอบอุ้ม เปิดไฟให้สว่างหรือให้นมมื้อดึกเพราะเป็นการสร้างเงื่อนไขให้กับเด็ก (ร้องไห้ให้อุ้ม ร้องให้โอ๋ทุกครั้ง) แต่ควรให้ลูกได้หลับด้วยตัวเองหรือปลอบโยนด้วยการแตะเบาๆ เพื่อให้ลูกรู้ว่าคุณอยู่ใกล้ๆ





ขอขอบคุณข้อมูลจาก Mother&Care ขอขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต


25 พฤษภาคม 2555

ถ้าต้องการให้ลูกพูดได้เร็วขึ้น จะมีวิธีช่วยสนับสนุนเขาอย่างไรบ้างคะ

วันนี้เรามีคำถามจากคุณแม่ทางบ้านมาให้คุณหมอช่วยชี้แจงค่ะ  และนำมาแบ่งปันความรู้กัน...







ถ้าต้องการให้ลูกพูดได้เร็วขึ้น จะมีวิธีช่วยสนับสนุนเขาอย่างไรบ้างคะ 


การให้ลูกฟังเพลงหรือฟังภาษาตั้งแต่ในท้องช่วยได้มากไหมคะ แล้วอายุเท่าไหร่ที่จะเหมาะสอนเขาเรื่องการพูด การใช้ภาษา แนะนำทีค่ะ

“เด็กจะมีการเรียนรู้ภาษาตั้งแต่อยู่ในท้องแม่แล้ว โดยเด็กจะเริ่มได้ยินเสียงโดยเฉพาะในช่วง 3 เดือนก่อนที่จะคลอดออกมา ซึ่งเด็กจะเริ่มรับรู้สิ่งแวดล้อมภายนอก สังเกตจากการที่เด็กมีการตอบสนอง เช่น เมื่อได้ยินเสียงคุณแม่พูดบ่อยๆ เขาจะสนใจ พอเขาคลอดออกมาจากท้องแม่ เขาก็จะสนใจเสียงของแม่มากกว่า


...และเมื่อเขาคลอดออกมา ในช่วงเดือนแรก เด็กจะสื่อความหมายโดยไม่เฉพาะเจาะจง โดยการร้องไห้ ร้องไปเรื่อย หิวก็ร้อง แฉะเปียกชื้น อยากให้กอดก็ร้อง แต่ยังไม่สามารถที่จะบอกถึงความต้องการได้ ต่อมา เด็กจะพัฒนาเสียงร้องที่ค่อนข้างจะจำเพาะเจาะจง มีความไว แล้วก็ใส่ใจว่าร้องอย่างนี้ อาจจะหมายถึงให้เรากอด ร้องแบบนี้ไม่ใช่เฉพาะหิวอย่างเดียว
...หลังจากนั้นเด็กจะเริ่มเปล่งเสียงเป็นพยัญชนะ ทำให้เรียนรู้ที่จะพูด ซึ่งเด็กจะเข้าใจความหมายง่ายๆ ที่พ่อแม่สื่อกับเขา การพูดคุยกับเขามีส่วนช่วยในการกระตุ้นพัฒนาการด้านภาษาให้เขาอย่างมาก พ่อแม่ควรคุยกับเขา จ้องมอง สบตา ยิ้ม เหล่านี้เป็นการกระตุ้นการสื่อสารที่ดี เพราะการสื่อสารไม่ใช่แค่ภาษา เป็นการสื่อความหมายที่มีการใช้สัญลักษณ์ด้วย เพื่อถ่ายทอดความคิด การแสดงออก ความรู้สึกออกมา





…จากนั้นพัฒนาการด้านภาษาของเด็กวัย 7 - 9 เดือนนั้น เสียงพยัญชนะที่เขาพูด เขาจะเปล่งเสียงซ้ำๆ กันได้ แต่ยังไม่มีความหมายครับ เช่น เขาอาจจะพูดว่า มา...มา แต่เขายังไม่รู้ว่า เสียงที่เขาเปล่งนั้น มีความหมายว่าอย่างไร ยังต้องเรียนรู้จากพ่อแม่ผู้ใกล้ชิดที่จะช่วยตอบสนองเขา นี่คือพัฒนาการของเด็กตอนอายุ 7 – 8 เดือน หลังจากนั้นจะเริ่มเข้าใจคำง่ายๆ ก่อน แต่ยังไม่สามารถพูดออกมาได้ชัดเจน และมักจะแสดงท่าทางประกอบด้วย 
...พออายุสัก 8 - 9 เดือน เขาจึงเริ่มสามารถเปล่งเสียงออกมาเพื่อเรียกร้องความสนใจ ถ้าสมมติว่า เขาเรียกว่า มะม้า ปะป๊า เขาจะเชื่อมโยงได้ว่า เรียกอย่างนี้น่าจะหมายถึงแม่ หมายถึงพ่อ ทำเสียงอย่างนี้คุณแม่จะเอานมมาให้เขา พ่อแม่คนใกล้ชิดจึงควรสอนเด็กพูดช้าๆ พูดคำง่ายกับเขา เขาจะได้เรียนรู้คำศัพท์ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานที่เขาจะพูดได้คล่องขึ้นในภายหลัง จนช่วงประมาณอายุ 10 เดือนถึง 1 ปี เขาจะเริ่มเลียนเสียงของตัวเองได้ถนัดขึ้น และพูดออกมาเป็นคำที่มีความหมายได้ชัดเจนมากขึ้น พัฒนาการด้านภาษาของเด็กจึงเป็นตามลำดับขั้นตอน”


ลูกน้ำหว้าค่อนข้างซนมากเลยค่ะ ไม่ค่อยอยู่นิ่ง ชอบร้อง และดื้อมาก คุณแม่กังวลว่าน้ำหว้าจะเป็นเด็กเอาแต่ใจ อยากช่วยลูกน้ำหว้าค่ะ ต้องทำอย่างไรบ้างคะคุณหมอ


“เราพบว่า เด็กถูกพัฒนาความเป็นตัวของตัวเอง เริ่มจากการเป็นเด็กที่เอาแต่พึ่งพ่อแม่ พูดได้แล้ว คล่องแคล่ว ก็เริ่มไม่ต้องพึ่งพ่อแม่ พ่อแม่จึงควรปรับทัศนคติ ต้องเข้าใจด้วยว่า วัยนี้เป็นวัยของความดื้อ เป็นวัยของความซน พ่อแม่ที่มีลูกทุกคนจะต้องพบเจอช่วงเวลานี้ ซึ่งเป็นช่วงพัฒนาการของเขา ความรู้สึกของแม่ไม่ควรเป็นเชิงลบ ว่าลูกไม่น่ารัก ลูกซน ควรปรับทัศนคติเป็นเชิงบวก เข้าใจเขาว่า ช่วงนี้เป็นพัฒนาการตามวัย ถ้าเราดูแลได้อย่างเหมาะสมให้ผ่านพ้นช่วงนี้ไป เขาก็จะเป็นเด็กน่ารักเหมือนเดิม
…ดังนั้น พ่อแม่จึงต้องเข้าใจพัฒนาการของเด็ก ว่าวัยนี้เป็นวัยที่เด็กพัฒนาความเป็นตัวของตัวเอง เราจะไปห้ามปราม ไม่เปิดโอกาสให้เขาได้ลองอะไรเลย ก็ยิ่งทำให้เขาขัดขืนใจ เราต้องมีวิธีการดูแลที่เหมาะสมต่อเด็กที่ดื้อ หรือที่เอาแต่ใจมากเกินไป ถ้าเราไม่มีขอบเขตตามใจ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ การที่เด็กคนหนึ่งทำทุกอย่างได้ตามใจ เด็กก็จะไม่เคยได้รับการฝึกให้ใช้ชีวิตที่อยู่ในกฎกติกา อยากได้อะไรก็ได้ ไม่รู้จักการรอคอย การที่ลูกไปเล่นกับเพื่อน แล้วลูกไม่เคยฝึกการรอคอยเลย พอเข้าอนุบาลก็จะไปแย่งดึงของคนอื่น เป็นเด็กที่เพื่อนไม่ต้องการ ไม่เป็นที่ยอมรับ เป็นเด็กที่โตขึ้นไม่น่ารัก พอปลูกฝังนิสัยนี้ต่อไป เขาก็จะเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่รู้จักอดทน ไม่รู้จักควบคุมตัวเอง พอลำบากก็ไม่เอา อาจจะต้องมีคนคอยห้อมล้อมคอยเอาใจ อะไรพวกนี้ ทำให้เด็กไม่มีภูมิต้านทาน ไม่มีทักษะในการดำรงชีวิต เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางอย่างเดียว เด็กก็จะปรับตัวยากในสังคม ถึงแม้เราจะรู้ว่าเด็กมีพัฒนาการตามวัย แต่เราก็ต้องรู้ว่าเราจะวิธีที่จะปรับเปลี่ยนเขาอย่างไร”


ขอขอบคุณ นพ.มงคล เงินหลั่งทวี
กุมารแพทย์

7 พฤษภาคม 2555

แพ้ยุง


ลูกแพ้ยุงกัดทำไงดี?
แม้ว่าลูกน้องของเราจะเป็นเด็กเล็กที่ดูซน ๆ แต่ยุงก็ชอบนักที่จะกัดผิวเด็ก ทำให้ลูกน้อยเกิดอาการแพ้ยุงกัดได้ เพราะลูกน้อยของเรานั้นยังเล็กมากและประกอบกับมีผิวที่อ่อนบอบบางทำให้เกิดอาการ แพ้ยุงกัด ได้ง่ายกว่าในผู้ใหญ่ ฉะนั้นเมื่อ ลูกแพ้ยุง เราจึงควรหาวิธีป้องกันกันไว้ก่อน และหากเกิดอาการ แพ้ยุงทำไงดี วันนี้เราก็มีคำตอบมาตอบข้อสงสัยของคุณแม่หลาย ๆ ท่านอีกด้วยค่ะ เมื่อรู้อาการแพ้ยุงกัดแล้วเราควรจะดูและลูกน้อยให้เป็นพิเศษอีกด้วยนะค่ะ



 แพ้ยุงกัด

บางคนอาจจะมีอาการแพ้น้ำลายยุงแผลที่ถูกยุงกัดจึงไม่ใช่แค่ตุ่มแดงธรรมดา บางคนอาจจะบวมเป็นจ้ำมีหนองและเกิดอาการคันมากกว่าปกติ แผลหายช้าและทิ้งรอยดำไวที่ผิว  ถึงแม้อาการแพ้ยุงจะไม่รุนแรงอะไร (ไม่ใช่ยุงที่เป็นพาหะนำโรค เช่น ยุงลายหรือยุงก้นปล่อง) แต่ก็ทำให้เกิดความรำคาญแก่เด็กไม่ใช่น้อย แล้วคุณพ่อคุณแม่เองก็คงไม่อยากให้แขนขาลูกมีรอยจุดดำแน่นอน

อาการแพ้ยุง

เป็นตุ่มนูนแดง จ้ำแดง จะคันมากกว่าโดนยุงกัดปกติ บางคนอาจมีอาการบวมมากดูคล้ายลมพิษ ตุ่มที่เกิดจากอาการแพ้ยุงจะนานประมาณ 1-3 สัปดาห์ เมื่อแผลหายมักจะเป็นรอยจุดสีน้ำตาลและใช้เวลาหายช้า

เมื่อถูกกัดแล้วทำอย่างไร 

• เมื่อล้างบริเวณที่โดนกัดด้วยน้ำสบู่อ่อน ๆ จะช่วยล้างสารเคมีจากน้ำลายยุงที่ทำให้เกิดอาการระคายเคือง

• ทายาแก้คัน หรือถ้าเป็นเม็ดหนองก็ทายาปฏิชีวนะ

สมุนไพรไทยแก้คัน 

• นำใบตำลึง โขลกให้ละเอียดผสมกับน้ำซาวข้าวพิมเสนเล็กน้อยนำมาทาบริเวณที่เป็นตุ่ม วันละ 2-3 ครั้ง

• ลูกประคำดีควาย ต้มพอให้นิ่มแกะเมล็ดออกแล้วนำเนื้อไปผสมกับน้ำที่จะใช้อาบตีให้เกิดฟองใช้น้ำแช่ขาสัก 15 นาทีหรือจะนำฟองมาทาบริเวณที่เป็นแผลทิ้งไว้สักพักแล้วล้างออกก็ได้

ป้องกันไว้ก่อน

• กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุง

• ไม่ให้ลูกนั่งเล่นในมุมอับหรือมืด

• ถ้าไปต่างจังหวัด ควรทายากันยุงที่ผลิตจากสารธรรมชาติโดยการทาบาง ๆ บริเวณแขนและขาไม่ควรใช้แบบสารเคมีเพราะผิวเด็กยังอ่อนบางอยู่

• ถ้าไปต่างจังหวัดให้สวมกางเกงขายาวให้ลูก เพราะมีโอกาสที่ลูกจะแพ้แมลงต่างจังหวัดหรือโดนแมลงแปลก ๆ กัดได้

• ถ้าจะฉีดยากันยุง ควรฉีดในช่วงกลางวันและควรนำของเล่นเสื้อผ้าลูกเครื่องนอนเครื่องใช้ออกมาก่อนฉีดยาและก่อนพาลูกเข้านอนควรถูห้องก่อน

แพ้แมลงอื่นนอกจากยุง 

แมลงอื่น ๆ ที่กัดแล้วทำให้เกิดอาการคันทิ้งรอยดำคล้าย ๆ ยุงกัดมีอีกหลายชนิด เช่น ตัวเห็บ หมัด อยู่ตามสุนัขและแมว แพ้ไรฝุ่นต่าง ๆ ก็ทำให้เกิดอาการคันได้เช่นกัน และอีกอย่างที่ต้องระวังคือแมลงที่ไม่รู้จักซึ่งเราไม่แน่ใจว่าลูกเราจะมีอาการแพ้หรือไม่ เพราะแมลงบางชนิดเมื่อกัดแล้วจะปล่อยสารพิษเข้าผิวหนังบางชนิดเป็นสารก่อภูมิแพ้ ถ้ามีอาการแพ้อย่างอ่อนก็แค่บวมแดงคัน แต่ถ้ามีอาการแพ้รุนแรงแผลที่ถูกกัดจะมีการอักเสบมากหรือบวมมากทั้งแขนหรือขาหลังถูกกัดประมาณ 48 ชั่วโมง ดังนั้น ต้องคอยระวังเรื่องนี้ให้มาก

ดูแลเมื่อถูกแมลงกัด 

1. ถ้ารอยกัดบวม ให้ใช้น้ำแข็งประคบเพื่อลดอาการบวม

2. ถ้าเป็นผื่นคันธรรมดาใช้คาลาไมน์ เพื่อบรรเทาอาการคันได้

3. ถ้ามีอาการคันมาก อาจจะงดอาหารทะเลชั่วคราวเพราะจะไปกระตุ้นให้คันมากขึ้นได้

อาการที่ต้องรีบพาไปพบแพทย์ทันที

1. มีลมพิษขึ้นที่ส่วนอื่นของร่างกาย ผิวหนังแดงและคันตามตัว

2. หนังตาและปากบวม

3. แน่นหน้าอก เสียงแหบ

4. หัวใจเต้นผิดปกติ

5. กระสับการส่าย สับสน

6. ไอ สำลักอาหาร


ขอขอบคุณข้อมูลจาก Mother&Care ขอขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต

แพ้นมวัว


คุณเคยได้ยินคำว่า "แพ้นมวัว" กันบ้างรึเปล่าค่ะสิ่งนั้นก็คือ การที่ทารกแพ้ โปรตีนในน้ำนมวัยนั่นเองค่ะ แต่อาการแพ้โปรตีนนมวัวส่วนใหญ่จะเป็นเพียงภาวะชั่วคราว และอาการ แพ้นมวัย จะหายได้หากทารกได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม

ทำไมถึง แพ้นมวัว

การได้รับนมผสมหรืออาหารอื่น ๆ ที่ต่างจากนมแม่ที่เป็นโปรตีนแปลกปลอมอาจเสี่ยงต่อการเกิดการแพ้อาหาร เนื่องจากโปรตีนแปลกปลอมเหล่านี้ไม่ถูกย่อยหรือทำลาย โดยเฉพาะเด็กวัย 4-6 เดือนแรก ที่เยื่อบุทางเดินอาหารระบบภูมิคุ้มกัน และระบบน้ำย่อยต่าง ๆ ยังไม่แข็งแรงโปรตีนดังกล่าวจึงเข้าสู่ร่างกายได้มากเป็นเหตุให้เด็กเล็ก ๆ เกิดอาการแพ้โปรตีนนมวัวได้ง่าย

รู้ได้อย่างไรว่าแพ้

การแพ้โปรตีนนมวัว เป็นโรคที่วินิจฉัยได้ยากเนื่องจากช่วงแรกที่ดื่มยังไม่แสดงอาการใด ๆ ออกมาพอดื่มไปได้สักระยะจึงแสดงอาการ ทำให้พ่อแม่เข้าใจว่าเป็นโรคธรรมดาในเด็ก เพราะมีผื่นขึ้นตามใบหน้าเป็นลมพิษ ปากบวม บางครั้งถ่ายเป็นเลือดปนมูกท้องเสียเรื้อรังหรือหวัดเรื้อรัง ในที่สุดลูกจึงป่วยโดยไม่จำเป็น ดังนั้น จำเป็นต้องอาศัยการสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดและหากไม่แน่ใจกับอาการที่เกิดขึ้นก็ควรปรึกษาคุณหมอเพื่อทำการหาสาเหตุที่แท้จริง





แบบไหนเข้าข่าย...แพ้!

อาการแพ้ของเด็กแต่ละคนอาจแสดงออกมาไม่เหมือนกันขึ้นอยู่กับว่าในร่างกายของลูก ระบบไหนที่ไวต่อสารก่อภูมิแพ้โดยเฉพาะเด็กคนไหนที่แพ้ง่ายมักมีประวัติพ่อแม่หรือคนในครอบครัวเป็นภูมิแพ้อยู่แล้ว (ไม่จำเป็นที่พ่อแม่ต้องเป็นคนที่แพ้อาหารอาจจะเป็นโรคภูมิแพ้อย่างอื่น)

อาการแพ้ที่พบบ่อยที่สุดในเด็กเล็ก คือ ผื่นภูมิแพ้ส่วนใหญ่จะเกิดบริเวณใบหน้าก่อนเป็นเม็ดเล็ก ๆ ที่ใบหน้าตามศีรษะ หน้าผาก บางคนมีแค่ช่วงเดียวก็หายไปกลับมาเป็นใหม่ นอกจากบริเวณใบหน้าแล้วอาจมีผื่นขึ้นที่ด้านนอกแขน ข้อศอก ข้อมือ หรือตามลำตัว ซึ่งเกิดขึ้นจากการอักเสบของผิวหนัง ถ้าเป็นมากก็มีน้ำเหลืองเยิ้มออกมาในเด็กที่โตขึ้นมาหน่อย ผื่นแพ้จะไม่ขึ้นที่หน้าแล้วจะขึ้นตามบริเวณที่มีรอยย่น เช่น คอ ข้อพับ ข้อศอก หลังเข่า

การแพ้โปรตีนนมวัวไม่ได้ออกผื่นอย่างเดียวบางคนท้องเสียถ่ายเป็นมูกเลือด ในกรณีที่เป็นมากหรือหลังกินนมแล้วอาเจียนทุกครั้งร้องงอแงผิดปกติก็เป็นข้อบ่งชี้อาการที่ต้องสงสัยไว้ก่อน อีกระบบคือ ระบบทางเดินหายใจพ่อแม่บางคนเข้าใจผิดคิดว่าลูกแพ้อากาศหรือเป็นหวัด เพราะลูกมีน้ำมูกไหลเรื้อรังมีอาการหอบคล้ายหืดเด็กจะเหนื่อย หายใจเร็ว หน้าอกกระเพื่อม ถ้าเป็นมาก ๆ ก็ตัวเขียว เวลาหายใจก็มีเสียงวี้ด ๆ เกิดจากหลอดลมตีบเดิมทีเวลาหายใจเข้า ออกก็ทำได้เต็มที่ แต่พอหลอดลมตีบออกซิเจนเข้าไปไม่พอ เด็กก็จะพยายามหายใจให้เร็วขึ้นแล้วหลอดลมซึ่งมีรูเล็กก็ทำให้เกิดเสียงเวลาหายใจได้

เด็กเล็กที่แพ้โปรตีนนมวัวอาการที่แสดงอาจไม่แน่เสมอไปว่าจะปรากฏให้เห็นเมื่อไหร่ อาจเกิดอย่างรวดเร็วภายใน 1 ชั่วโมงหลังการกินนมวัว แต่บางครั้งอาการก็เกิดหลังจากการกินนมวัวภายใน 48 ชั่วโมง อาการแพ้นมวัว จะดีขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อลูกโตขึ้นหากได้รับการรักษาที่เหมาะสม

สิ่งสำคัญในการดูแลเด็กเล็ก คือ การหลีกเลี่ยงจากสิ่งที่แพ้และกินนมแม่ให้นานที่สุด เพื่อจะช่วยการป้องกันลดอาการแพ้โปรตีนนมวัวแต่ก็มีส่วนน้อยเท่านั้นที่พบว่า เด็กที่กินนมแม่อยู่ดี ๆ ก็มีโอกาสแพ้โปรตีนนมวัวนั่นเป็นเพราะแม่ดื่มนมโปรตีนที่อยู่ในนมวัวผ่านมาทางน้ำนมแม่


ขอขอบคุณข้อมูลจาก mother&care ขอขอบคุณรูปภาพจากอินเตอร์เน็ต

26 เมษายน 2555

คำแนะนำเรื่องการดูโทรทัศน์สำหรับเด็ก


 บ่อยครั้งที่คุณแม่เขียนจดหมายมาถามเราเกี่ยวกับ “ความเหมาะสมสำหรับการให้ลูกวัยเล็กดูโทรทัศน์” จึงได้สอบถามไปยังคุณหมอนันทกรณ์ เอื้อสุนทรวัฒนา คุณหมอให้ความรู้ว่า


“เนื่องจากสื่อโทรทัศน์ ไม่ว่าจะเป็น ฟรีทีวี เคเบิ้ล หรือซีดี/ดีวีดี นับเป็นสื่อที่เข้าถึงผู้คนทุกเพศทุกวัยได้ง่าย โดยเฉพาะเด็กๆ ที่หาได้น้อยนักว่าจะมีเด็กคนไหนไม่ชอบดูทีวี ผู้ใหญ่หลายคนยังไม่เข้าใจว่า โทรทัศน์มีข้อเสียอย่างไรสำหรับเด็ก มองเห็นแต่ประโยชน์ว่า เด็กน่าจะได้เรียนรู้จากเรื่องราวต่างๆ ในโทรทัศน์ แต่จริงๆแล้วโทรทัศน์เป็นดาบสองคมสำหรับทุกคน และสำหรับเด็กแล้ว ดูจะเป็นดาบที่ย้อนมาทำลายมากกว่าให้ประโยชน์ หากใช้อย่างไม่ถูกต้อง หรือมากเกินไป 




...รายการโทรทัศน์สำหรับเด็ก อาจช่วยสอนและเป็นตัวอย่างที่ดีแก่เด็กในด้านภาษา ด้านมารยาทที่ดี หรือความคิดที่สร้างสรรค์  ยกตัวอย่างเช่นรายการ เจ้าขุนทอง ทุ่งแสงตะวัน เป็นต้น แต่รายการที่ดีเช่นนั้นมีอยู่น้อยเหลือเกิน เมื่อเทียบกับจำนวนละครน้ำเน่า เกมส์โชว์ ในบ้านเรา แม้ปัจจุบันรายการโทรทัศน์บ้านเราจะมีการกำหนดวัย จัดเรตติ้งสำหรับคนดู เพื่อให้ผู้ปกครองพิจารณาก่อนให้ลูกดู แต่ความเป็นจริงคงปฏิเสธไม่ได้ว่า มีน้อยครอบครัวเหลือเกินที่จะจำกัดตามนั้น ส่วนใหญ่จะปล่อยให้เด็กดูรายการเดียวกับผู้ใหญ่ไปเรื่อยๆ หรือหนักกว่านั้นคือ ให้โทรทัศน์เป็นพี่เลี้ยงลูก ในขณะที่ตัวเองทำงานอื่น ซึ่งนั่นเป็นวิธีที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง
...ผู้ปกครองบางท่านอาจคิดว่าการปล่อยให้ลูกนั่งดูโทรทัศน์ภายในบ้าน อย่างน้อยก็ปลอดภัยกว่าให้ลูกออกไปเที่ยวเล่นนอกบ้าน จนลืมคำนึงไปว่าเด็กจะซึมซับอะไรมาบ้างจากโทรทัศน์ ซึ่งมีทั้งรายการที่ไม่เหมาะสม ละคร ภาพยนตร์ หรือการ์ตูนที่มีเนื้อหารุนแรง มีการใช้ภาษาก้าวร้าวหยาบคาย มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เหล่านี้อาจทำให้เด็กจำไปเลียนแบบได้ ซึ่งเด็กวัยนี้เขายังไม่สามารถจะแยกแยะได้ว่าอะไรควร หรือไม่ควร  อะไรดี หรือไม่ดี เขาเห็นอะไรน่าสนุก น่าสนใจ ก็มักเอาไปทำตามอย่าง เช่น เห็นตัวการ์ตูนในโทรทัศน์หยิบดาบไล่ฟันกัน ก็เอาไม้เอาอะไรมาตีกันจนได้รับบาดเจ็บ บางคนก็ไปจำคำพูดที่ไม่ดี มาพูดกับเพื่อน ครู พ่อแม่ หรือแม้แต่ค่านิยมทางเพศที่ไม่เหมาะสม เช่น ไปเห็นฉากกอดจูบ ข่มขืน จากในละครโทรทัศน์ แล้วเอาไปเลียนแบบจนเกิดเป็นข่าวบ่อยครั้ง   หนังหรือละครที่มีเนื้อหาก้าวร้าวรุนแรงเหล่านี้จึงมีผลต่อพฤติกรรมของเด็กได้มาก อาจส่งผลให้เด็กมีพฤติกรรมก้าวร้าวเพิ่มขึ้นกว่าปกติ และยังทำให้เด็กชาชินจนเรียนรู้และเข้าใจว่าพฤติกรรมเช่นนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เป็นสิ่งสังคมยอมรับ และนำไปทำตามอย่าง จนสุดท้ายกลายเป็นนิสัยและความคิดติดตัวไปตลอดชีวิต”

การที่บางครอบครัวปล่อยให้ลูกวัยเล็กดูโทรทัศน์อย่างไม่เหมาะสม หรือขาดการแนะนำที่เพียงพอ อาจจะส่งผลเสียต่อเด็กอย่างไรบ้าง
“ผลเสียที่อาจเกิดกับเด็ก จากการดูโทรทัศน์มีหลายด้าน ในด้านที่เป็นปัญหามากในปัจจุบันคือ ผลกระทบต่อพัฒนาการภาษาของเด็ก เนื่องจากเด็กจะเรียนรู้การใช้ภาษาได้ ต้องมีการสื่อสาร 2 ด้าน คือ ได้มีการถามตอบ การเรียนรู้ที่ดีที่สุดคือ การพูดคุยกับคนใกล้ชิด เช่นคุณพ่อคุณแม่หมั่นคุยกับลูกตั้งแต่แบเบาะ เด็กจะเรียนรู้ความหมายได้จากเหตุการณ์รอบตัว น้ำเสียงที่ใช้ เมื่อเค้าพยายามสื่อสารกลับและผู้ใหญ่รับรู้ตอบสนองก็ทำให้เค้าได้เรียนรู้ครบถ้วนทั้งการฟังและการพูด แต่กับการดูโทรทัศน์ ซึ่งเป็นการสื่อสารด้านเดียว และภาษาที่ใช้ไม่ได้ทำเพื่อให้เด็กฟัง การพูดมักจะเร็วเกินไป ยากเกินไป
ผู้ใหญ่หลายคนอาจแย้งว่ า ถ้าเด็กไม่เข้าใจสิ่งที่โทรทัศน์พูดแล้วทำไมถึงยังชอบดู นั่งนิ่งๆได้เป็นเวลานาน จริงๆแล้วสิ่งที่เด็กสนใจคือ  แสง สี เสียง ในจอมากกว่า เด็กบางคนสามารถร้องเพลงโฆษณาได้ถูกต้องเป็นประโยคยาวๆ หรือพูดตามได้เป็นวลีที่ฟังดูบาก แต่เมื่อถามว่าเค้าเข้าใจสิ่งที่พูดหรือร้องหรือไม่ เค้าอาจจะไม่เข้าใจเลย การท่องจำคำพูดแต่ไม่อาจนำมาใช้สื่อสารได้จริง ไม่เรียกว่าเป็นพัฒนาการภาษาที่สมบูรณ์
…ผลกระทบต่อพัฒนาการด้านสมาธิของเด็ก ซึ่งการปล่อยให้เด็กดูโทรทัศน์นานเกินไป เด็กจะชินกับการกระตุ้นมากๆ จากแสง สี เสียงในโทรทัศน์ ทำให้เขาไม่ชินกับการทำกิจกรรมที่ต้องใช้สมาธิ หรือใช้ความอดทนรอคอย เช่นการฟังนิทาน การอ่านหนังสือ การวาดรูป ขาดสมาธิที่จะจดจ่อกับงานที่ทำน้อยลง เมื่อเด็กเข้าสู่วัยเรียนที่ต้องใช้สมาธิมากขึ้น โดยเฉพาะในระดับประถมซึ่งต้องใช้ความนิ่ง การทำความเข้าใจที่ลึกซึ้งขึ้น เด็กก็อาจทำได้ไม่ดีเท่าที่ศักยภาพของตนเองควรทำได้
...ผลกระทบต่อสุขภาพของเด็ก และปัญหาการกิน ซึ่งเด็กที่ติดโทรทัศน์ มักจะทำกิจกรรมที่ต้องเคลื่อนไหวร่างกายน้อยลงไปด้วย เช่นออกกำลังกาย เล่นกีฬา วิ่งเล่นกับเพื่อนน้อยลง ร่วมกับมักมีพฤติกรรมการกินที่ไม่เหมาะสม เช่น มีนิสัยชอบทานขนมจุบจิบ หรือทานข้าวพร้อมกับดูโทรทัศน์ ทำให้การเผาผลาญพลังงานของร่างกายต่ำลง มีงานวิจัยเรื่องโรคอ้วนในเด็ก หลายชิ้นที่พิสูจน์ชัดเจนว่า เด็กที่ดูโทรทัศน์มากจะมีโอกาสน้ำหนักเกินหรืออ้วนมากกว่าเด็กที่ดูน้อยถึง 3 เท่า และเพิ่มความเสี่ยงกับโรคต่างๆ มากขึ้น เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง เป็นต้น 
...ผลเสียอีกประการ ก็คือ ความสัมพันธ์ภายในครอบครัว แทนที่พ่อแม่ลูกจะได้นั่งคุยกัน ได้ถามถึงการเรียนของลูก ถามถึงเพื่อนๆ ที่โรงเรียนว่าเป็นอย่างไร เรียนสนุกหรือไม่ ทำกิจกรรมอะไรมาบ้าง หรือพูดคุยเรื่องอื่นๆ กลายเป็นว่าเด็กไม่ค่อยได้พูดคุยกับพ่อแม่ พ่อแม่ก็ไม่ได้พูดคุยกับลูก ต่างฝ่ายต่างทำธุระ พ่อแม่ก็ปล่อยให้ลูกนั่งดูโทรทัศน์ไป ถึงเวลานอนก็พาเข้านอน เช้ามาก็ไปส่งที่โรงเรียน ความสัมพันธ์ภายในครอบครัวก็ลดน้อยลง เมื่อโตขึ้นเวลาเด็กมีปัญหา ก็อาจทำให้ขาดความไว้วางใจ ไม่กล้าปรึกษาพ่อแม่ คิดตัดสินใจด้วยตนเองจนเกิดความผิดพลาดได้”

ลูกอายุใกล้ 2 ขวบควรจะให้เขาเริ่มดูโทรทัศน์ได้หรือไม่ และควรแนะนำให้เขาดูรายการใด
“เป็นไปได้ก็อยากแนะนำคุณพ่อคุณแม่ว่า ถ้าลูกอายุน้อยกว่า 2 ปีก็ไม่ควรให้เขาดูโทรทัศน์เลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการดูไปพร้อมกับลูก หรือเปิดทิ้งไว้ให้ลูกดูก็ตาม เนื่องจากโทรทัศน์เป็นเสมือนดาบสองคม มีทั้งเนื้อหารายการที่เหมาะสมกับเด็ก และเป็นตัวอย่างที่ดี ซึ่งก็จะช่วยพัฒนาพฤติกรรม จริยธรรม และความรู้แก่เด็กได้ แต่ขณะเดียวกัน รายการที่ไม่เหมาะสมก็มีมากกว่าหลายเท่า การปล่อยให้ลูกวัยต่ำกว่า 2 ปีดูโทรทัศน์ อาจจะส่งผลเสียอย่างชัดเจนในหลายด้าน
...แต่ทั้งนี้ ถ้าเด็กอายุเกิน 2 ปีขึ้นไป คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถให้เขานั่งดูโทรทัศน์ได้ แต่ย้ำว่าไม่ควรเกินวันละ 2 ชั่วโมง และที่สำคัญ คุณพ่อคุณแม่ควรจะนั่งดูไปพร้อมกับลูกด้วยทุกครั้ง เพื่อพูดคุยซักถามเกี่ยวกับสิ่งที่เขาดู จะได้ช่วยแก้สิ่งที่เห็นว่าผิด และแนะนำในสิ่งที่ถูก สิ่งที่เห็นว่าเขาสามารถนำไปทำตามอย่าง รวมทั้งเลือกรายการที่เหมาะสมกับวัยของลูก ซึ่งควรเป็นรายการที่มีเนื้อหาเหมาะสม มีสาระ มีประโยชน์ต่อเด็ก รวมทั้งปราศจากความรุนแรง อย่างถ้าเป็นการ์ตูน ก็ควรเป็นการ์ตูนที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการศึกษา ความรู้ทั่วไป เป็นสารคดี หรือเป็นการ์ตูนที่สร้างจินตนาการให้กับเด็ก ควรหลีกเลี่ยงการ์ตูนที่มีการสู้รบ ยิงกันตูมตาม หรือใช้ภาษาที่ไม่เหมาะสม รวมทั้งการ์ตูนที่มีแสงสีเสียงเกินกว่าที่เด็กวัยเล็กจะรับได้
...นอกจากนี้ ก็ควรมีมาตรการต่างๆ ภายในบ้าน เช่น กำหนดให้ลูกดูโทรทัศน์ได้ไม่เกิน 2 ชั่วโมง ถ้าเกินก็ต้องมีการลงโทษ เช่น งดให้ดูในวันถัดไป หรือคุณพ่อคุณแม่อาจจะช่วยวางโปรแกรมจัดตารางในห้องนอนของลูก ควรให้เขาดูในห้องกลาง เพื่อคุณพ่อคุณแม่จะได้สามารถดูแลได้สะดวกค่ะ”

พ.ญ.นันทกรณ์ เอื้อสุนทรวัฒนา
กุมารแพทย์พัฒนาการและพฤติกรรม

11 เมษายน 2555

ตรวจคัดกรองโรคก่อนมีบุตร ทางออกโรคพันธุกรรม LSD


โรค “แอลเอสดี” หรือโรคที่มักพบได้ในเด็กเล็ก ด้วยอาการใบหน้าหยาบ ตัวเตี้ย ตามองไม่เห็น หูเสื่อม ตับโต ม้ามโต หัวใจโต ฯลฯ นับเป็นโรคทางพันธุกรรมที่พบได้ค่อนข้างน้อย ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ประกอบกับโรคนี้ต้องเสียค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงในการรักษา จึงทำให้ส่งผลกระทบทั้งต่อตัวผู้ป่วยและครอบครัวเอง ดังนั้นเพื่อเป็นการระดมความคิดเห็นในการหาทางออก ช่วยเหลือเด็กที่ป่วยเป็นโรคทางพันธุกรรมแอลเอสดี จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 3 หน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี และมูลนิธิโรคพันธุกรรมแอลเอสดี จึงได้จัดให้มีการเสวนาขึ้นภายใต้หัวข้อ “ทางออกในการช่วยเหลือผู้ป่วยโรคพันธุกรรมแอลเอสดี” ขึ้น ส่วนหนึ่งเพื่อเผยแพร่โรคนี้ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น ตลอดจนนำไปสู่การเฝ้าระวังการเกิดโรค และการช่วยเหลือระยะยาวต่อไป
    แม้ว่าในปัจจุบันโรคนี้จะสามารถวินิจฉัยได้แล้ว แต่ยังมีข้อจำกัดในเรื่องของการไม่ได้ถูกบรรจุให้อยู่ในสิทธิ์ของการรักษาตามหลักประกันสุขภาพ ประกอบกับค่าใช้จ่ายสำหรับโรคนี้ค่อนข้างสูง หรือปีละประมาณ 1-2 ล้านบาทต่อผู้ป่วยหนึ่งคน จึงทำให้โรคทางพันธุกรรมแอลเอสดีนี้ถูกลืม และไม่ได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐเท่าที่ควร ประกอบกับคนทั่วไปมักขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคนี้ เนื่องจากโรคแอลเอสดีนั้นเมื่อรู้แล้วสามารถป้องกันการเกิดโรคซ้ำได้ อีกทั้งสามารถรักษาได้

 
พญ.ดวงฤดี วัฒนศิริชัยกุล หัวหน้าหน่วยเวชพันธุศาสตร์ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เผยให้ทราบถึงแนวคิดสำหรับทางออกเรื่องนี้ว่า ผู้ที่เกี่ยวข้องอันดับแรกอย่างเช่นแพทย์นั้น ต้องหาวิธีวินิจฉัยโรคให้ได้สำเร็จ เพราะแม้จะยังไม่สามารถรักษาได้ แต่การสงสัยและส่งตัวผู้ป่วยเข้ามารักษาได้เร็วที่สุด ก็จะช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาได้มากยิ่งขึ้น และในส่วนของผู้ปกครองนั้น โดยส่วนตัวก็อยากให้ผู้ปกครองมีความเข้มแข็ง พูดง่ายๆ ว่าอย่าท้อและมีกำลังใจ และหาทางออกร่วมกันกับแพทย์ เพราะเสียงสะท้อนจากผู้ที่ได้รับผลกระทบจริงๆ เช่น  ผู้ปกครองและตัวผู้ป่วยนั้น ย่อมสร้างความตระหนักในการช่วยเหลืออย่างจริงจังจากภาครัฐ ขณะเดียวกันกลุ่มผู้ที่เกี่ยวข้องในด้านนโยบาย เช่น สำนักงานหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าแห่งชาติ รวมถึงหน่วยงานภาครัฐอื่นๆ ควรทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียง ว่าขณะนี้ในบ้านเรามีผู้ป่วยในลักษณะนี้อยู่ รวมถึงควรหาช่องทางในการช่วยเหลือผู้ป่วยเหล่านี้อย่างเร่งด่วนที่สุด
    ด้านประธานมูลนิธิโรคพันธุกรรมแอลเอสดี นายบุญ พุฒิพงศ์ธนโชติ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิมากว่า 2 ปี บอกว่า สำหรับทางออกของโรคนี้อยู่ที่ผู้ปกครอง เพราะโดยส่วนตัวแล้วอยากให้ผู้ปกครองกล้าที่จะแสดงตัวว่ามีเด็กในครอบครัวที่ป่วยเป็นโรคนี้ เพราะการไม่ยอมรับอาจทำให้เด็กที่ป่วยเป็นโรคนี้เสียโอกาสในการรักษา ดังนั้นจึงอยากชี้แนะผู้ปกครองในเรื่องนี้ และในส่วนของมูลนิธินั้นคาดหวังการเข้ามาช่วยเหลือจากภาครัฐ แม้ว่าค่ายาที่ใช้รักษาจะมีราคาค่อนข้างสูง แต่เนื่องจากว่ากลุ่มผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้มีจำนวนที่ค่อนข้างน้อย หากเทียบกับผู้ที่ป่วยเป็นโรคมะเร็ง เบาหวาน โรคไต โรคหัวใจ ดังนั้นงบประมาณเพียง 5-10% นั้น มองว่าก็สามารถช่วยเหลือผู้ป่วยได้แล้ว อย่างไรก็ตามหากรัฐบาลไม่สะดวกสนับสนุนงบประมาณในส่วนนี้ อาจเป็นความร่วมมือกันคนละครึ่งระหว่างมูลนิธิกับทางภาครัฐ และทางมูลนิธิอาจขอการสนับสนุนเรื่องยาจากหน่วยงานเอกชน พูดง่ายๆ ว่าเป็นการก้าวไปพร้อมๆ กับภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งในส่วนนี้เป็นความร่วมมือที่จะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้
    ตัวแทนจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) นพ.กิตติ ปรมัตถพล รองผู้จัดการกองทุนป้องกันโรคและส่งเสริมสุขภาพ เผยว่า ในฐานะที่ สปสช.เป็นหน่วยงานของรัฐในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งมีหน้าที่ในการบริหารงบประมาณเพื่อสุขภาพให้แก่ผู้ที่ไม่มีหลักประกันสุขภาพใดๆ มองว่าทางออกในการช่วยเหลือผู้ป่วยโรคพันธุกรรมนั้นแบ่งออกเป็น 3 ส่วนใหญ่ๆ 
1.การวินิจฉัยโรค
2.การรักษาโรค 
3.การฟื้นฟูสมรรถภาพ 
ในกรณีเกิดภาวะแทรกซ้อนในเรื่องหู หรือตา ซึ่งขณะนี้ขั้นตอนทั้งหมดกำลังอยู่ในช่วงของการดำเนินการ เช่น ขั้นตอนของการวินิจฉัยโรค   ทางสปสช.นั้นได้ผลักดันเรื่องของการจ่ายค่ารักษาพยาบาลจาก รพ.ต้นสังกัดของผู้ถือสิทธิ์ประกันสุขภาพ ในการส่งตัวผู้ป่วยไปรับการรักษาในสถานพยาบาลอื่นๆ ไม่ให้ล่าช้า เนื่องจากบางครั้ง รพ.ต้นสังกัดอาจประสบกับปัญหามีภาระหนี้ค้างจ่ายเยอะ ตรงนี้ทางกระทรวง สาธารณสุขกำลังเร่งดำเนินการอยู่



นอกจากนี้ทาง สปสช.กำลังเร่งผลักดันในเรื่องของยาที่ใช้รักษาโรคพันธุกรรมแอลเอสดี หรือที่เรียกกันว่ายา จ.2 หรือ “ยากำพร้า” ซึ่งยาตัวนี้เราจะร่วมกับองค์การเภสัชกรรม หรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง นำเข้ามาจากต่างประเทศ ในราคาที่เหมาะสมหรือถูกเท่าที่จะถูกได้ อีกทั้งมีคุณภาพดี เพื่อนำมาให้ผู้ป่วยที่จำเป็นต้องใช้สามารถเบิกตรงจากองค์การเภสัชฯ ได้ หรืออาจให้มีหน่วยงานที่สนับสนุนยาตัวนี้ เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อ รพ.ต่างจังหวัดในการจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้กับสถานพยาบาลอื่นๆ ที่ทางต้นสังกัดได้ส่งตัวมารักษา
นางเรืองอุไร เรืองสุวรรณ วัย 34 ปี ผู้ปกครองของผู้ป่วยโรคพันธุกรรมแอลเอสดี กล่าวว่า หลังจากที่ลูกชายทั้ง 2 คนป่วยเป็นโรคนี้ และทำให้ลูกชายคนโตเสียชีวิตไปเมื่ออายุได้ 8 ปี ส่วนลูกชายคนเล็กที่มีอายุ 11 เดือน กำลังรับการรักษาโรคนี้อยู่ใน รพ.เด็ก ดังนั้นตนจึงต้องการเน้นในเรื่องของการรณรงค์ให้ทุกครอบครัว หันมาให้ความสำคัญเกี่ยวกับโรคดังกล่าว โดยเฉพาะการวางแผนครอบครัว เช่น การตรวจเลือดก่อนมีบุตร ซึ่งต้องตรวจให้ละเอียดไปถึงโรคทางพันธุกรรม หรือโครโมโซม ขณะเดียวกันการตรวจดังกล่าวต้องครอบคลุมไปถึงกลุ่มของผู้ที่มีรายได้น้อย เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่าทุกคนมีโอกาสเป็นโรคนี้ได้ และที่สำคัญอยากให้ยาที่รักษาโรคแอลเอสดีนี้ เข้าไปอยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายในแต่ละปีค่อนข้างสูง พูดง่ายๆ ว่าถ้ายานี้สามารถเข้าสู่ระบบบัญชียาหลักแห่งชาติได้ ก็จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายสำหรับผู้ปกครอง

6 เมษายน 2555

ลูกซนขนาดไหนเรียกว่า...ผิดปกติ


 ครอบครัวที่มีเด็กหลายคนอยู่รวมกัน อาจคงเคยตั้งข้อสังเกตว่าเด็กคนนี้ไม่ค่อยซน เลี้ยงง่าย คนนี้ซนมาก เลี้ยงยากหน่อย แต่อีกคนซนสุดๆ จนผู้เลี้ยงถึงกับออกปากบ่นว่าเหนื่อย (แต่ท่องไว้ เด็กซนคือเด็กฉลาด ไม่เป็นไรลูก ซนมากๆ หนูจะได้ฉลาดๆ) เมื่อเห็นข้อเปรียบเทียบจึงเกิดคำถามในใจว่า ซนมากแบบนี้ลูกเราผิดปกติหรือเปล่านะ จะเสี่ยงเป็นสมาธิสั้น หรือมีปัญหาทางพัฒนาการด้านใดหรือเปล่า
ก่อนไปพบกับคำตอบ ขอชวนคุณพ่อคุณแม่มาสังเกตพื้นอารมณ์ของลูกกัน เพราะความเข้าใจความต่างของเด็ก จะช่วยให้สามารถตอบสนองความต้องการของพวกเขาได้อย่างเหมาะสม
ลองสังเกตดู หนูอยู่กลุ่มไหน
                                         
พื้นอารมณ์ (Temperament) เป็นศาสตร์ที่ใช้อธิบายว่าทำไมเด็กแต่ละคนตอบสนองต่อเรื่องเดียวกันต่างกัน โดยพิจารณาที่ลักษณะเฉพาะตัวของเด็กเป็นหลัก สามารถแบ่งเป็น

• กลุ่มเด็กปรับตัวช้า 15 เปอร์เซ็นต์
• กลุ่มเด็กเลี้ยงง่าย 40 เปอร์เซ็นต์
• กลุ่มเด็กเลี้ยงยาก 10 เปอร์เซ็นต์
• กลุ่มเด็กที่มีความผสมผสานหลายๆ แบบ 35 เปอร์เซ็นต์

กลุ่มเด็กปรับตัวช้า
เมื่อเจอสิ่งใหม่ๆ เด็กบางคนอาจจะถอย ร้องไห้ หรือต้องใช้เวลามากกว่าจะกล้าเข้าหา เด็กบางคนมีลักษณะขี้อาย ขี้กังวล เมื่อไปเจอสิ่งใหม่ๆ หรือคนแปลกหน้า จะยังไม่ตอบสนองในช่วงแรก ต้องใช้เวลาทำความคุ้นเคยว่าสิ่งนั้นเป็นเรื่องแปลกใหม่สำหรับเขา
กลุ่มเด็กเลี้ยงยาก-เลี้ยงง่าย
อาศัยลักษณะบางอย่างในการจำแนกประเภท ซึ่งบางพฤติกรรมก็อาจจะเป็นปัญหาที่คุณพ่อคุณแม่หลายท่านเป็นกังวลอยู่แล้ว เช่น
ลักษณะการเคลื่อนไหว เด็กๆ แต่ละคนมีการเคลื่อนไหวที่เป็นลักษณะเฉพาะบุคคล สังเกตว่าเด็กในกลุ่มที่เราเรียกว่าเลี้ยงยาก มักจะเคลื่อนไหวมาก ยุคยิก ไม่อยู่นิ่ง ชอบเดินไปเดินมา จนเป็นปัญหาว่าคุณแม่ไล่ตามไม่ทัน ส่วนเด็กที่อยู่ในกลุ่มเลี้ยงง่าย  ก็มักจะเป็นเด็กที่มีการเคลื่อนไหวน้อย ชอบนั่งเล่นนิ่งๆ อยู่กับที่ ไม่ชอบเคลื่อนไหว พวกเด็กเลี้ยงง่ายบางคนก็มีการเคลื่อนไหวปานกลาง
ความสม่ำเสมอของสรีรวิทยา เป็นลักษณะการปรับตัวของร่างกายลูกต่อการทำกิจวัตรประจำวันต่างๆ เช่น กินเป็นเวลา ถึงเวลานี้จะหิว นอนเป็นเวลา ถึงเวลานี้จะง่วง รู้จักกลางวัน กลางคืน นอนหลับได้ยาว ไม่ตื่นมากวนตอนดึก มากนักมีความสม่ำเสมอในตัวเอง ถือว่าเป็นเด็กเลี้ยงง่าย พฤติกรรมเมื่อเจอสิ่งใหม่ เด็กเลี้ยงง่ายบางคนเมื่อเจอสิ่งใหม่ก็สามารถตอบสนองได้เร็ว เข้าหาได้เลย ไม่มีอาการกลัวหรือเขินอาย แต่ในขณะที่บางคนมักจะถอยออก แล้วใช้เวลาสักระยะในการปรับตัว การดูว่าลูกอยู่ในกลุ่มใดจึงควรสังเกตว่าเขาปรับตัวง่าย หรือปรับตัวยาก
ลักษณะการแสดงอารมณ์ เด็กเลี้ยงยากบางคนถ้าเจออะไรที่ไม่ชอบก็จะตอบสนองด้วยพฤติกรรมที่ค่อนข้างรุนแรง เช่น ทำเสียงดัง โวยวาย แต่เด็กบางคนเมื่อเจอสถานการณ์เดียวกันก็อาจจะอยู่นิ่งๆ ทำเฉย ไม่ได้แสดงออกด้วยพฤติกรรมที่รุนแรงแต่อย่างใด อาจเป็นอาการให้คุณแม่สังเกตว่าไม่พอใจเพียงทำสีหน้าเล็กน้อยเท่านั้น
                                             
สมาธิ ความสามารถในการจดจ่อของเด็กแต่ละคนแตกต่างกัน บางคนถูกเบี่ยงเบนง่าย เล่นเพลินๆ มีเสียงดังนิดหน่อยก็ตกใจแล้ว แต่บางคนกลับไม่เป็นอะไร สามารถเล่นต่อ หรือหลับต่อได้อย่างสบาย ทั่วไปแล้วในเด็กเล็กๆ การใช้สมาธิจดจ่อกับบางสิ่ง จะทำได้แค่ในระยะสั้นๆ ประมาณ 5 นาทีถือว่าดีแล้ว และจะค่อยๆ อยู่ได้นานขึ้นตามวัยตัวอย่างข้างต้นเป็นหลักคร่าวๆ ในการสังเกตว่าลูกของคุณพ่อคุณแม่จัดอยู่ในกลุ่มใด ซึ่งการสังเกตรายละเอียดต่างๆ นี้จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่เข้าใจพื้นอารมณ์ของเขา และมีวิธีตอบสนองเขาได้ดีมากขึ้น เช่น หากลูกเป็นเด็กเลี้ยงง่าย คุณแม่ก็อาจไม่ต้องเหนื่อยปรับตัวกับเขามาก แต่ถ้าลูกเราอยู่ในกลุ่มเด็กเลี้ยงยาก ก็อาจต้องเพิ่มระดับความอดทนต่อพฤติกรรมี่ไม่สม่ำเสมอของเขา หรือมีความใจเย็นมากขึ้นเพื่อให้เวลาลูกสำหรับปรับตัวเข้ากับสิ่งใหม่ๆ
ซนขนาดนี้ ผิดปกติหรือเปล่า
เด็กบางคนอาจซนมาก เกิดความลำบากในการเลี้ยงดู จนคุณแม่กังวลว่าลูกผิดปกติหรือไม่ ซึ่งในวัยเตาะแตะ ความซนส่วนหนึ่งเป็นพฤติกรรมอยากรู้อยากเห็น และอยากทำสิ่งต่างๆ ด้วยตนเอง ต้องการให้ผู้ใหญ่ตอบสนองอย่างเหมาะสม สำหรับความผิดปกติอาจพิจารณาได้ 2 ลักษณะคือ

1. ปัญหาซนสมาธิสั้น การสังเกตความเสี่ยงสมาธิสั้นจะมองภาพคร่าวๆ ว่าลูกเกิดอุบัติเหตุบ่อยหรือไม่ ผู้เลี้ยงมีความลำบากในการเลี้ยงมากน้อยเพียงไร หรือเขาเล่นโลดโผนรุนแรงไม่กลัวอันตรายเลย หรือจดจ่อกับอะไรได้ไม่นานหรือไม่
โดยทั่วไป แม้ลูกจะมีพฤติกรรมที่อยู่ในขั้นซนมาก ดูเหมือนว่าเป็นเด็กสมาธิสั้น แต่แพทย์จะยังไม่วินิจฉัยว่าเด็กวัยเตาะแตะเป็นสมาธิสั้น เพราะวัยนี้ยังสามารถปรับพฤติกรรมให้ดีขึ้นได้ โดยอาศัยความใจเย็นอดทน เช่น หากลูกเล่นของเล่นแล้วมีคนอยู่ด้วย คุณแม่พูดชักชวนให้เขาเล่นต่อ โน้มน้าวว่า เล่นแบบนี้หนูเก่ง ตบมือชม แล้วชวนให้ลูกเล่นต่อ ก็จะสามารถเล่นได้นานมากขึ้น เพราะลูกรู้สึกว่า ทำแบบนี้เขาได้รับการยอมรับ เด็กที่มีสมาธิดี อาจให้เวลาเขาให้เขาทำเอง 2 นาที จึงค่อยให้แรงเสริม แต่เด็กบางคนครึ่งนาทีก็ต้องให้แรงเสริมแล้ว  ระยะเวลาในการเสริมแรงขึ้นอยู่กับความสามารถในการจดจ่อของเด็กแต่ละคน การติดตามดูแลสังเกตพฤติกรรมเด็กที่ซนอย่างต่อเนื่องจึงเป็นสิ่งสำคัญ
2. เด็กที่มีปัญหาพัฒนาการ เช่น เด็กที่มีพัฒนาการล่าช้าโดยรวมเด็กที่บกพร่องทางภาษา กลุ่มอาการออทิสติก เป็นต้น การสังเกตความเสี่ยงออทิสติก จะพิจารณาว่า ลูกมีพฤติกรรมไม่ค่อยมองหน้าสบตาไม่รับรู้ต่ออารมณ์ ซนไม่สนใจใคร มีพัฒนาการทางสังคม ภาษาและการสื่อสารที่ช้า ไม่ค่อยเข้าใจสิ่งที่แม่พูดเลยหรือไม่ เพราะเด็กวัยนี้ถึงแม้จะพูดได้ไม่มากนัก อาจจะเริ่มพูดเป็นคำๆ หรือพูดเป็นวลี เป็นประโยค แต่เด็กจะมีความเข้าใจภาพอสมควรทำตามคำสั่งได้ ฟังสิ่งที่เราพูดเข้าใจได้ แต่ถ้าลูกไม่เข้าใจสิ่งที่แม่พูดมาตลอด ก็แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจสอบว่า ลูกมีปัญหาพัฒนาการด้านอื่น หรือมีอาการของออทิสติกหรือไม่ เพื่อเข้ารับการบำบัดต่อไป


ขอขอบคุณข้อมูลจาก
Mother & Care 


30 มีนาคม 2555

ทำไมลูกชอบตื่นร้องกลางดึก


เด็กส่วนหนึ่งยังตื่นร้องกลางคืนไปเรื่อยๆ ปัญหานี้เกิดจากการที่พ่อแม่ให้นมลูกบ่อยเกินไปในตอนกลางวัน หรือให้นมทุกครั้งที่ลูกร้อง กลางคืนลูกก็ตื่นร้องบ่อยเพื่อกินนมเหมือนช่วงกลางวัน 


                      
เฟรมเป็นเด็กน้อยอายุ 2 ขวบ คุณพ่อคุณแม่พามาปรึกษาด้วยเรื่อง ชอบตื่นมาร้องกลางดึก เฟรมนอน ประมาณ 3 ทุ่ม แต่มักตื่นขึ้นมาร้อง 3 - 4 รอบต่อคืน

ผมได้ถามว่า แล้วคุณพ่อคุณแม่ทำอย่างไรเวลาลูกร้องคุณพ่อบอกว่ามักอุ้มขึ้นมา บางครั้งก็พูดคุยและปลอบ เปิดไฟในห้องนอน เอานมขวดให้กินทุกครั้ง บางทีถ้าไม่หยุดร้องอีก คุณพ่อคุณแม่ก็สลับกันอุ้มพาเดินรอบห้องนอนจนกว่าจะหลับคาอก แล้วจึงไปวางที่นอน แต่บางครั้งหลับได้ 1 - 2 ชั่วโมงก็ไม่วายตื่นร้องอีก
ปัญหาการนอนนี่ พบได้บ่อยครับ เด็กบางคนแยกที่นอนกับพ่อแม่ ก็มักจะตื่นร้อง แล้วปืนขึ้นเตียงพ่อแม่หรือมานอนที่นอนกับพ่อแม่จนเช้า คนที่มีอาชีพที่ต้องอยู่เวร คงเข้าใจดีถึงการอดหลับ อดนอนว่าเป็นอย่างไรนะครับ อยู่เวรวันนี้ ยังไงพรุ่งนี้ก็ยังได้นอนพัก แต่ใครที่มีลูกเล็กๆ ที่มีปัญหาการนอนจะแย่กว่ามากเพราะมันเป็นประสบการณ์อยู่เวร อยู่ยามทุกคืน โดยไม่มีวันได้หยุดพักเลยครับ เมื่อลูกตื่น พ่อแม่ก็ต้องตื่น (พ่อบางคนอาจไม่ตื่น แต่คนเป็นแม่ตื่นแน่) อดนอนหลายคืนแล้ว ทุกเช้าก็ต้องไปทำงานตามปกติ เล่นเอาคุณพ่อคุณแม่หลายคนถึงกับโทรม เดินไปทำงานแบบเบลอๆ เลยครับ ปัญหาการนอนของลูกอาจเริ่มตั้งแต่รับลูกมาจากโรงพยาบาลจนบางทีไปถึงวัยอนุบาลก็ได้ครับ เราลองมาทำความเข้าใจเรื่องการนอนของเด็กกันดีกว่านะครับ


                                
การนอนกับพัฒนาการตามวัย
การนอนก็เป็นส่วนหนึ่งของพัฒนาการเด็กครับ จากการศึกษาวิจัย เด็กทารกจะใช้เวลากับการนอนมากถึง 16 ชั่วโมงต่อวัน โดยมักตื่นร้องทุก 3 - 4 ชั่วโมง ซึ่งสัมพันธ์กับความหิว เนื่องจากเด็กทารกต้องกินนมทุก 3 - 4 ชั่วโมงนั่นเอง ดังนั้นจึงไม่แปลกที่เด็กทารกจะตื่นกลางคืนทุก 3 - 4 ชั่วโมง ในช่วงนี้คุณพ่อคุณแม่คงต้องทนเหนื่อยไปก่อนครับ แต่เมื่อเด็กโตขึ้นก็จะหลับกลางคืนได้นานขึ้น โดยพบว่าร้อยละ 70 ของเด็กอายุ 3 เดือนจะเริ่มหลับยาวได้เกือบตลอดคืน และที่อายุ 4 เดือนเด็กหลายคนจะหลับต่อเนื่องได้ถึง 8 ชั่วโมง ดังนั้นพอลูกอายุ 3 - 4 เดือนคุณพ่อคุณแม่หลายคนก็จะเริ่มสบายขึ้น แต่ก็พบว่าเด็กส่วนหนึ่งยังตื่นร้องกลางคืนไปเรื่อยๆ ปัญหาส่วนหนึ่งเกิดจากการที่พ่อแม่ให้นมลูกบ่อยเกินไป เช่นในตอนกลางวันพ่อแม่ให้นมลูกทุก 1 - 2 ชั่วโมง หรือให้นมทุกครั้งที่ลูกร้องเด็ก กลางคืนลูกก็ตื่นร้องบ่อยเพื่อกินนมเหมือนช่วงกลางวัน (Trained night feeders) อีกปัญหาหนึ่งเกิดจากการที่พ่อแม่ตอบสนองต่อการตื่นของลูกทุกครั้งด้วยการให้นม (Trained night crier) อันนี้พบบ่อยมากจริงๆ ครับ คือเวลากลางคืน ถ้าลูกร้อง ไม่ว่าจะร้องดัง หรือแค่ร้องแอ๊ะๆ ก็รีบเอาขวดนมใส่ปากทันที ถ้าทำอย่างนี้เด็กจะถูกฝึกให้ตื่นร้องมากินนมกลางคืนไปตลอด คราวนี้ล่ะครับ แทนที่จะได้หลับยาวๆ ตามที่ควรจะเป็น ก็เลยร้องตื่นคืนละ 3 - 4 รอบ ทำให้พ่อแม่อดหลับอดนอนไปตามๆ กัน เหมือนอย่างกรณีของเฟรม
การที่เราเอาขวดนมใส่ปากแล้วเด็กทารกหยุดร้องชั่วคราวนั้นเกิดจากกลไกทางระบบประสาทที่เรียกว่ารีเฟลกซ์ (Sucking reflex) ครับ โดยเมื่อมีวัตถุเช่นจุกนมหรือหัวนมแม่เข้ามาสัมผัสในปาก ระบบประสาทจะสั่งให้เกิดการดูดโดยอัตโนมัติ เมื่อต้องดูดก็ต้องหยุดร้อง เพราะไม่มีใครสามารถดูดไปด้วยร้องไปด้วยในเวลาเดียวกัน เหตุการณ์ซ้ำๆ แบบนี้ล่ะครับ จะทำให้พ่อแม่หลายคนคิดว่าลูกร้องเพราะหิว เพราะเอานมใส่ปากทีไร ก็หยุดร้องทุกที เด็กเองก็ถูกฝึกให้คุ้นเคยกับการตื่นขึ้นมากินนมตอนกลางคืน ดังนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงเงื่อนไขนี้เมื่อลูกร้องกลางคืนก็ควรปฏิบัติตามขั้นตอนเช่นหาสาเหตุก่อน เช่นเปียกอุจจาระ ปัสสาวะหรือไม่ อากาศร้อน เย็นเกินไป ถ้าไม่เจอสาเหตุลองตบก้นให้หลับหรืออุ้มปลอบดูก่อน ถ้าไม่หยุดจริงๆ อาจให้ดูดน้ำจากขวดนม เด็กหลายคนก็จะหลับต่อได้ โดยไม่ต้องให้นม ร่วมกับทำตามข้อปฏิบัติเพื่อการนอนที่ดีของลูกดังนี้

ให้ลูกหลับบนเบาะหรือเตียงเสมอ ไม่อุ้มเดินให้เด็กหลับคาอกแล้วจึงเอาไป วางบนเบาะ คุณพ่อคุณแม่บางคนเมื่อลูกร้องมักจะอุ้มไปมาเป็นชั่วโมงๆ ให้ลูกหลับคาอกขณะอุ้ม ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ไม่ถูกต้องครับ วันหลังก็ต้องทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ พ่อแม่บางคนปวดหลังไปเลย เพราะลูกโตขึ้น ก็หนักมากขึ้นเรื่อยๆ
จัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะกับการนอนหลับเช่น เงียบ ไม่มีเสียงรบกวน ปรับอากาศให้เย็นสบาย มืด ปิดไฟนอน ไม่เปิดไฟหรือเปิดทีวีในห้องนอนทิ้งไว้
ก่อนเข้านอนไม่กระตุ้นหรือเล่นกับลูกมากเกินไป คุณพ่อบางคนทำงานมาก กลับบ้านดึก มาถึงก็พยายามเล่นกับลูกการเล่นกับลูกก็ดีอยู่ครับ แต่ถ้าเล่นใกล้เวลาเข้านอนมาก หรือเล่นจนเด็กสนุกตื่นเต้นมากเกินไป อาจมีผลต่อการนอนหลับได้

ในกรณีของเฟรม หลังจากคุณพ่อคุณแม่เข้าใจที่มาของปัญหาแล้ว สรุปว่าเฟรมถูกตั้งเงื่อนไขในการนอนไว้ดังนี้คือตื่นขึ้นมาต้องมี
1. พ่อแม่กอดตามด้วยการอุ้มเดิน และเปิดไฟ
2. เสียงเรียกหรือพูดคุยของพ่อแม่
3. ที่สำคัญต้องมีนมขวดให้
4. หลับบนอก บนตักหรือขณะพ่อแม่อุ้มอยู่

คุณพ่อคุณแม่ก็ค่อยๆ ถอนการตอบสนองออกทีละอย่าง เริ่มจากคุณพ่อคุณแม่ไม่พาเดินรอบห้อง    อีก 2 – 3 วันต่อมาเริ่มไม่เปิดไฟ ไม่พูดคุย พยายามให้หลับบนที่นอนตัวเอง ต่อมาก็พยายามจะไม่อุ้มขึ้นมา ต่อมาอีก 2 - 3 วันก็ค่อยๆ ลดความถี่ในการให้นมขวด บางทีก็เริ่มให้น้ำเปล่าแทนนมขวด จากนม 4 ขวดต่อคืนก็ลดเหลือ 3 2 1 ขวด ใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ เฟรมก็เริ่มร้องน้อยลงและไม่ค่อยตื่นกลางคืนแล้วลูกนอนดึก ตื่นสาย

แทบไม่น่าเชื่อว่าผมได้พบเด็กชายอายุ 2 ปีอีกคนหนึ่งที่นอนดึกมาก คือกว่าจะนอนเกือบตี 1 แล้วไปตื่นเอา 10 โมงเช้า รายนี้พ่อแม่ขายของกลางคืน เลยเลิกงานดึกเกือบเที่ยงคืน ลูกก็รอเล่นด้วย พอจะปิดไฟให้นอน ลูกก็ร้องไห้ ไม่ยอม จะเล่นต่อ พ่อแม่เห็นลูกร้องมากก็ตามใจ เด็กก็เริ่มนอนดึกขึ้นเรื่อยๆ หรือบางทีปัญหาการนอนของลูกอาจเกิดจากคุณพ่อคุณแม่บางคนมีพฤติกรรมนอนดึกอย่างอื่นเช่นชอบนั่งดูทีวี หรือเล่นคอมพิวเตอร์จนดึก  เด็กมักคุ้นเคยกับการนอนดึกตามไปด้วย   ผลเสียของการนอนดึกเกี่ยวข้องกับฮอร์โมนที่เกี่ยวกับการเจริญเติบโต (Growth hormone) ซึ่งจะหลั่งออกมาในสมองเฉพาะเวลานอนหลับตอนกลางคืนเท่านั้น มันจะไม่หลั่งเวลาเช้าหรือสายๆ ดังนั้นเด็กที่ไม่นอนกลางคืน แต่มานอนกลางวัน ฮอร์โมนนี้จะหลั่งออกมาน้อยอาจมีผลกระทบการเจริญเติบโตได้ ดังนั้นเด็กจึงไม่ควรนอนดึกเกิน 4 ทุ่มครับ สำหรับเด็กที่นอนผิดเวลาไปแล้ว อาจปรับพฤติกรรมโดยลองปลุกลูกให้เช้ากว่าปกติ เช่นปกติตื่น 10 โมงเช้าก็ค่อยๆ ปลุกเร็วขึ้นเป็น 9 โมงครึ่ง วันต่อไปก็เป็น 9 โมงเช้า เด็กอาจง่วงนอนตอนกลางคืนเร็วขึ้น เราก็พยายามค่อยๆ เอาลูกเข้านอนเร็วขึ้นเช่นเคยนอนเที่ยงคืน ก็เลื่อนลงเป็น 5 ทุ่มครึ่ง เป็น 5 ทุ่ม  พร้อมกับจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะกับการนอนหลับอย่างที่แนะนำไปแล้วตอนต้น
นอกจากนี้เด็กส่วนใหญ่จะมีการนอนกลางวัน     ซึ่งปกติแล้วเด็กทารกมักมีนอนกลางวัน (nap) ประมาณ 1 - 2 ครั้งต่อวัน ครั้งละ 1 - 2 ชั่วโมง ส่วนเด็กอายุ 2 - 3 ปีก็จะมีนอนกลางวัน ประมาณ 1 ครั้งต่อวัน ถ้าเด็กมีปัญหานอนดึก ให้ลองสำรวจว่านอนกลางวันกี่ครั้ง เวลาใดบ้าง ที่ผมเคยเจอบ่อยๆ ก็คือเด็กบางคนมีนอนกลางวัน 2 ครั้ง ครั้งที่ 2 อาจเป็นตอนเย็นหรือหัวค่ำ เช่นถ้านอนตอน 6 โมงเย็นถึง 1 ทุ่มไปแล้ว ก็จะทำให้เด็กนอนดึกขึ้นเช่นนอน5 ทุ่มหรือเที่ยงคืน ดังนั้นควรปรับการนอนกลางวันให้เหลือครั้งเดียว เอาเฉพาะที่ง่วงจริงๆ และเลื่อนเวลานอนตอนเย็นหรือหัวค่ำไปเป็นนอนช่วงบ่ายแทน

                   
ปัญหาการนอนในเด็กเป็นเรื่องที่พบได้บ่อย และแตกต่างจากปัญหาการนอนของผู้ใหญ่ ถ้าคุณพ่อคุณแม่ให้ความสำคัญกับการนอนของลูก คอยป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้น หรือถ้ามีปัญหาก็ปรึกษาแพทย์เพื่อคำแนะนำที่ถูกต้อง ถ้าทำได้อย่างนี้ก็จะช่วยให้พัฒนาการและสุขอนามัยของลูกดีขึ้นและพ่อแม่ก็ไม่เครียด ได้นอนหลับพักผ่อนตามลูกไปด้วยครับ

น.พ. กมล แสงทองศรีกมล
กุมารแพทย์ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น


24 มีนาคม 2555

ลูก...ขโมยของเพื่อนมาหรือเปล่า?



      มีอีเมล์ จากคุณแม่ท่านหนึ่งปรึกษาปัญหามาว่า “ลูกชายอยู่อนุบาล 2 ค่ะ ดิฉันสังเกตเห็นว่าแกชอบมีดินสอ ยางลบที่ไม่ใช่ของแกเอง ติดกระเป๋ากลับบ้านมาเสมอ เมื่อแม่ถาม แกจะบอกว่าเพื่อนให้ ดิฉันจึงสอนแกว่า ไม่ควรเอาของเพื่อนมา เพราะลูกก็มีอยู่แล้ว แต่ดิฉันจะไม่ตามใจซื้อให้ทุกอย่าง จะสอนให้ใช้และมีเท่าที่จำเป็นเท่านั้น แต่ก็ยังเห็นของชิ้นใหม่ๆ กลับมาเสมอ ควรถามลูกยังไงดีคะ   ไม่อยากถามว่าลูกขโมยมาหรือเปล่า เครียดมากค่ะ”
จากคำถามของเหตุการณ์ซึ่งเกิดขึ้นจริงนี้ทำให้คุณพ่อคุณแม่กังวลว่าลูกชาย ลูกสาวจะเป็นหัวขโมยหรือเปล่า สำหรับเด็กเล็กๆ (อายุ 1 - 3 ขวบ) นั้น การฉวยหยิบสิ่งของบางอย่างที่ตนเองสนใจติดมือมา ถือเป็นเรื่องปกติ อาจไม่ใช่การขโมยแบบจงใจ จนกว่าเด็กจะอายุ 3 - 5 ปี จึงจะเริ่มเข้าใจว่าการเอาสิ่งของของคนอื่นไป เป็นเรื่องที่ผิดและไม่ควรทำ คุณพ่อคุณแม่จึงควรสอนลูกเรื่องของสิทธิส่วนบุคคลและการเคารพสิทธิของผู้อื่น  คุณพ่อคุณแม่ควรเป็นแบบอย่างที่ดีในเรื่องสิทธิส่วนบุคคล 
ตัวอย่างที่พบบ่อยคือ เวลาที่มีการโทรศัพท์สั่งอาหารเข้ามากินที่บ้าน เช่น พิซซ่า (เดลิเวอรี่) แล้วคุณแม่ก็ใช้ให้ลูกไปหยิบเงินในกระเป๋าคุณพ่อ เพื่อเอาไปจ่ายให้พนักงานเลย อาจไม่เป็นแบบอย่างที่ดีในเรื่องสิทธิส่วนบุคคล วิธีที่เหมาะสมคือคุณแม่ควรบอกให้ลูกเดินไปบอกคุณพ่อให้หยิบเงินให้ หรือหากคุณพ่ออนุญาต จึงค่อยไปหยิบเอง นอกจากนี้เงินทองในบ้านควรเก็บให้เป็นที่ ในที่ปลอดภัย เช่น ใส่เข้าลิ้นชักเสมอ ไม่ควรวางไว้ในที่สาธารณะในบ้าน เช่น บนโต๊ะในห้องรับแขก หรือโต๊ะในห้องนอนพ่อแม่ นอกจากไม่ได้ปลูกฝังเรื่องสิทธิส่วนบุคคลแล้ว ยังทำให้เด็กที่แนวโน้มมีพฤติกรรมขโมยอยู่แล้วอาจหยิบฉวยได้ง่ายขึ้น 
สาเหตุการขโมย 
ถึงแม้ว่าเด็กโตหรือวัยรุ่นจะรู้แล้วว่าการขโมยหรือหยิบฉวยสิ่งของของผู้อื่นมาเป็นความผิด แต่ยังมีพฤติกรรมขโมยอยู่ อาจเกิดจากสาเหตุหลายอย่างดังต่อไปนี้ 
1. เด็กบางคนอาจขโมยสิ่งของที่อยากได้ เพื่อให้ตัวเองมีเท่าเทียมกับพี่น้อง หรือเพื่อนๆ เด็กบางคนเห็นเพื่อนมีของพิเศษบางอย่าง ก็ขโมยของเพื่อให้มีเหมือนเพื่อนที่โรงเรียน โดยเฉพาะในสังคมปัจจุบันซึ่งมีปัญหาวัตถุนิยมมากอยู่แล้ว จึงเป็นการขโมยเพราะตนเองไม่มีเท่าเทียมคนอื่นหรือเงินไม่พอใช้จ่าย 
2. เด็กบางคนอาจมีพฤติกรรมขโมย เพื่อแสดงความกล้าหาญให้เพื่อนเห็น  
3. ขโมยเพื่อจะได้นำสิ่งของนั้นมาให้ครอบครัวหรือเพื่อนๆ เพื่อจะได้รับการยอมรับจากเพื่อนๆ มากขึ้น 
4. ขโมยเพื่อความอิสระ ไม่ต้องการพึ่งพาผู้อื่น ดังนั้น เขาจึงหยิบฉวยทุกสิ่งที่ต้องการ 
5. ขโมยเพื่อเรียกร้องความสนใจ ในกรณีนี้เด็กอาจขโมยเพื่อแสดงความโกรธ ไม่พอใจหรือต้องการแก้แค้นพ่อแม่ เป็นขโมยเเพื่อทำร้ายพ่อแม่ทางอ้อม เนื่องจากรู้ว่าพ่อแม่ต้องเดือดร้อนจากพฤติกรรมของตนเอง 
6. การขโมยสิ่งของเพื่อชดเชย ทดแทนความรักความอบอุ่นที่ขาดหายไป เด็กกลุ่มนี้มักเป็นเด็กที่ขาดรัก พ่อแม่จึงควรให้ความสำคัญและทำให้เด็กรู้สึกว่าเป็นสมาชิกคนสำคัญของครอบครัว 
หากผู้ปกครองปฏิบัติต่อลูกหลานอย่างถูกต้อง พฤติกรรมขโมยนี้ ส่วนใหญ่จะดีขึ้นเมื่อเด็กเติบโตขึ้น 

                   
วิธีปฏิบัติเวลาลูกเวลาลูกขโมย หรือจงใจหยิบฉวยสิ่งของของคนอื่นมา 
• ควรสอนบอกลูกว่าการขโมย หรือจงใจเอาสิ่งของของคนอื่นมาเป็นสิ่งไม่ควรกระทำ เป็นความผิด 
• ช่วยเหลือลูกให้นำสิ่งของนั้นไปคืนให้เพื่อน เช่น บอกลูกว่า พรุ่งนี้เราไปหาเพื่อนซึ่งเป็นเจ้าของสิ่งของนั้นกัน คืนสิ่งของนั้นให้เพื่อนและกล่าวคำขอโทษ ถ้าจะให้ดี คุณพ่อหรือคุณแม่ควรยืนร่วมอยู่ในที่นั้นด้วย อาจช่วยลูกพูดหรือจะได้ช่วยชี้แจงให้เพื่อนของลูกเข้าใจและป้องกันความขัดแย้ง 
• ส่งเสริมให้ลูกตระหนักและเคารพถึงสิทธิส่วนบุคคล (sense of property rights) เช่น ของเล่นควรเก็บเข้าที่ ไม่รื้อค้นของของคนอื่น และพ่อแม่ควรทำเป็นตัวอย่างในเรื่องการเก็บรักษาของมีค่า เช่น เงินไม่ว่าจะเป็นธนบัตร หรือเศษเงินควรเก็บให้เป็นที่ หรือเก็บเข้าลิ้นชัก 
• ต้องมั่นใจว่าลูกไม่ได้รับผลประโยชน์ใดๆ จากการขโมย ไม่ว่าในกรณีใดๆ ทั้งสิ้น 
• ในเด็กอนุบาลควรหลีกเลี่ยงการดุว่า และไม่ควรพูดตำหนิโดยคาดเดาว่าโตขึ้น ต้องเป็นคนไม่ดี เป็นหัวขโมยแน่ๆ 
• ทำความเข้าใจกับลูกว่า พฤติกรรมนี้ไม่เป็นที่ยอมรับในครอบครัวของเราและนอกจากนี้ยังไม่เป็นที่ยอมรับในสังคมอีกด้วย 
• เมื่อลูกได้คืนสิ่งของนั้นไปยังเพื่อนหรือร้านค้าแล้ว คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรพูดถึงเรื่องนี้อีก ควรเริ่มต้นกันใหม่ โดยถือที่เด็กยังไม่มีมลทินติดตัว 


สัญญาณอันตราย 
หากลูกหลานยังคงมีพฤติกรรมหยิบสิ่งของของผู้อื่นมาอย่างต่อเนื่อง พฤติกรรมนี้อาจเป็นสัญญาณอันตรายของปัญหาของพัฒนาการทางอารมณ์ของเด็กหรือปัญหาในครอบครัวที่รุนแรง นอกจากนั้นเด็กที่มีพฤติกรรมขโมยของซ้ำๆ อาจมีปัญหาดังต่อไปนี้ 
• จะมีความยากลำบากในการไว้เนื้อเชื่อใจผู้อื่นหรือมีปัญหาในการสร้างความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับผู้อื่น 
• แทนที่จะรู้สึกผิด เด็กอาจกล่าวโทษผู้อื่นแทน และโต้แย้งว่า “เป็นเพราะเขาไม่ให้สิ่งซึ่งผมต้องการดีๆ  ผมก็เลยขโมยเสียเลย”
เด็กที่มีปัญหาพฤติกรรมดังกล่าวควรส่งปรึกษาจิตแพทย์เด็กทันทีครับ 
อย่างไรก็ตามปัญหาพฤติกรรมขโมยหรือหยิบสิ่งของของผู้อื่นมา ส่วนใหญ่แล้วมักมีรายละเอียดที่ต้องพูดคุยกัน และมีความแตกต่างกันของปัญหาในแต่ละครอบครัว ทางที่ดีควรปรึกษาจิตแพทย์เด็กหรือกุมารแพทย์ด้านพัฒนาการ จะดีกว่าจัดการปัญหาด้วยตัวเองครับ

ขอขอบคุณ ข้อมูลจากโรงพยาบาลกรุงเทพ
เรื่อง : น.พ.กมล แสงทองศรีกมล กุมารแพทย์ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น

20 มีนาคม 2555

ลูกโตขึ้น มีเนื้อฟันที่แข็งแรง


“การดูแลเพื่อให้ลูกมีฟันดีนั้น ควรเริ่มต้นตั้งแต่เมื่อตั้งครรภ์ครับ เพราะฟันน้ำนมของลูกจะมีการสร้างตัวของฟัน ตั้งแต่แม่มีอายุครรภ์ได้ประมาณ 2 เดือน และอีก 2 เดือนต่อมาจึงเริ่มมีการเพิ่มแร่ธาตุในตัวฟัน การสร้างตัวของฟันนั้นก็ต้องการสารอาหารหลายชนิด เช่นเดียวกับการเจริญเติบโตของร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แร่ธาตุจำพวกแคลเซียม ฟอสฟอรัส ซึ่งจะมีผลให้ชั้นเคลือบฟันและเนื้อฟันมีความแข็ง
...ดังนั้น การเตรียมตัวที่สำคัญก็คือ คุณแม่ควรรับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ เพิ่มการรับประทานอาหารที่มี แคลเซียม ฟอสฟอรัสมากๆ ซึ่งจะมีผลต่อการสร้างฟันของทารก เช่น นมไข่ ปลาเล็กปลาน้อย เป็นต้น”
   
           
“ปัจจัยที่ควรคำนึงถึง ในเรื่องอาหารของลูกก็คือ หนึ่ง ลักษณะอาหาร อาหารที่เหนียวติดฟันนาน จะทำให้เกิดกรดในช่องปาก เป็นเวลานาน ได้แก่ กะละแม ทอฟฟี่ เพราะต้องใช้เวลานาน กว่าน้ำลายจะชะล้างออกจากฟันได้
...สอง ความบ่อยครั้งของการรับประทานอาหาร ทุกครั้งที่เรารับประทานอาหาร อาหารพวกแป้งและน้ำตาลจะเกิดกรก ในแผ่นคราบจุลินทรีย์ประมาณ 20 นาที เพราะฉะนั้นถ้าเรารับประทานอาหารบ่อยครั้ง ก็จะทำให้เกิดกรดเป็นเวลานานต่อเนื่องกันได้ เช่น การรับประทานน้ำอัดลมบ่อยๆ รับประทานในมื้อหรือนอกมื้ออาหาร อาหารพวกแป้งและน้ำตาลที่รับประทานในมื้ออาหารจะมีผลเสียน้อยกว่ารับประทานชนิดเดียวโดดๆ เพราะในมื้ออาหารจะมีอาหารอื่นคลุกเคล้าด้วย เช่น กลุ่มเนื้อ และผัก ซึ่งต้องใช้แรงบดเคี้ยวค่อนข้างมาก น้ำลายก็จะหลั่งออกมา ชะล้างกรดที่เกิดขึ้นได้ดี และอาจมีน้ำแกงหรือน้ำประกอบช่วยเจือจางกรดที่เกิดขึ้น”
“เรื่องที่เป็นปัญหาอีกอย่างที่พบบ่อย ก็คือ พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมที่ก่อให้เกิดปัญหากับฟันในอนาคต นั่นคือ เด็กโดยทั่วไปมักชอบดูดนิ้วมือ และส่วนใหญ่จะเลิกก่อนอายุ 4 - 5 ขวบ แต่มีเด็กบางคนที่ยังติดเป็นนิสัย เด็กที่ดูดนิ้วมือต่อเนื่องไป จะมีผลต่อการขึ้นของฟัน และการเจริญของขากรรไกร ทำให้ฟันยื่นไม่สวย ฟันบน และฟันล่างสบกันไม่พอดี
...การจะให้เด็กเลิกดูดนิ้วมือ ไม่ควรหัวเราะเยาะ พูดค่อนแคะหรือบังคับให้เด็กเลิก ควรใช้วิธีการชักชวน ส่งเสริมอย่างเพื่อน ด้วยการเตือนใจหรือกระตุ้นให้เด็กเลิกนิสัยนั้น เช่น ให้เด็กได้รับการเตือนใจ โดยการวาดภาพสิ่งที่ชอบ ลงบนนิ้วมือ หรือการกระตุ้นด้วยการวางดาว บนตาราง ในแต่ละวันที่เขาไม่ได้ดูดนิ้ว หากมีการใช้วิธีการต่างๆ แล้วไม่ได้ผล ก็คงให้ทันตแพทย์ใส่เครื่องมือ เพื่อกันการดูดนิ้วมือให้เด็ก”
“การพาเด็กไปพบทันตแพทย์ครั้งแรก ควรเริ่มเมื่อฟันซี่แรกขึ้นในช่องปาก หรืออย่างช้าที่สุด ก็ควรเป็นช่วงที่เด็กมีฟันกรามน้ำนม ขึ้นมาในช่องปากแล้ว เมื่ออายุประมาณขวบครึ่ง ทันตแพทย์จะช่วยตรวจสภาพช่องปากของเด็ก ให้คำแนะนำ ในการดูแลอนามัยช่องปาก ที่เหมาะสมแก่เด็กแต่ละคน และผู้ปกครองยังสามารถถามถึงสิ่งที่ต้องการทราบ ในการดูแลฟันเด็กให้ดี ได้อย่างละเอียดด้วย
…เด็กทั่วไปมักมีความอยากรู้อยากเห็น เขาจะรับรู้เรื่องราวของทันตแพทย์ จากพ่อแม่และคนอื่นๆ คนเหล่านั้นมักบอกเล่าในทำนองว่า การไปหาทันตแพทย์จะต้องถูกฉีดยาหรือถอนฟันออก ซึ่งเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความเจ็บปวด เด็กก็จะสร้างภาพพจน์ของทันตแพทย์ ทั้งๆ ที่ยังไม่เคยพบเลย ดังนั้น พ่อแม่หรือคนใกล้ชิดเด็กควรที่จะสร้างความคิดทางด้านบวกเกี่ยวกับทันตแพทย์ให้เด็ก และในการไปพบทันตแพทย์ครั้งแรก ควรสร้างความรู้สึกที่ดีแก่เด็ก เช่น การที่ทันตแพทย์ทำความคุ้นเคยกับเด็ก และให้การดูแลฟันเด็กอย่างง่ายๆ ที่ไม่ทำให้เด็กเจ็บปวด เด็กก็จะไม่กลัวที่จะไปพบทันตแพทย์ในครั้งต่อไป ตัวอย่างที่พบบ่อยในหลายคลินิกก็คือ การแจกลูกโป่งและประทับดาวไว้แลกของรางวัลในกรณีที่เด็กน่ารัก ให้ความร่วมมือ ไม่ร้องไห้งอแง”

ดร.รัชภูมิ เผ่าเสถียรพันธ์
ทันตแพทย์

19 มีนาคม 2555

ฝนตกหนัก ระวังโรคมือ เท้า ปากให้ลูก


โรคมือ เท้า ปาก มักพบการระบาดในโรงเรียน ชั้นอนุบาลเด็กเล็ก หรือสถานรับเลี้ยงเด็ก โดยโรคดังกล่าวมีระยะฟักตัวประมาณ 1 สัปดาห์ และสามารถติดต่อกันได้โดยที่ยังไม่แสดงอาการ”

จะสังเกตอย่างไร ถ้าลูกมีภาวะโรคมือ เท้า ปาก ในเด็ก และมีอันตรายมากน้อยเพียงใด
“โรคมือ เท้า ปากเป็นโรคติดต่อที่พบบ่อยในเด็กโดยเฉพาะเด็กวัยเรียน โดยมีการระบาดช่วงฤดูฝน สาเหตุจากเชื้อไวรัสกลุ่มเอนเตอโรไวรัส ที่มีอยู่หลายสายพันธุ์ โดยไวรัสค็อกซากี เป็นสายพันธุ์ที่พบได้บ่อย ส่วนใหญ่มีอาการไม่รุนแรง แต่การระบาดของเชื้อโรคมือ เท้า ปาก ครั้งนี้มีระดับความรุนแรงเพิ่มขึ้น เนื่องจากเชื้อเอนเตอโรไวรัส 71 หรือ อีวี 71 ที่พบก่อโรคในเด็กกลุ่มอายุน้อยลง คือ อายุน้อยกว่า 2 ปี เมื่อได้รับเชื้อจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการรุนแรง มีไข้สูง อาเจียนมาก หายใจหอบ มีภาวะขาดน้ำ ความดันโลหิตต่ำจนช็อก ในกรณีที่มีสมองอักเสบร่วมด้วย มีอาการชักเกร็ง ซึม และเสียชีวิตได้
…โรคมือ เท้า ปาก มักพบการระบาดในโรงเรียน ชั้นอนุบาลเด็กเล็ก หรือสถานรับเลี้ยงเด็ก โดยโรคดังกล่าวมีระยะฟักตัวประมาณ 1 สัปดาห์ และสามารถติดต่อกันได้โดยที่ยังไม่แสดงอาการ โดยเชื้อไวรัสก่อโรคมือเท้า ปาก สามารถแพร่ผ่านทางระบบทางเดินอาหารและการหายใจ และติดต่อโดยตรงจากการสัมผัสน้ำมูก น้ำลาย และอุจจาระของผู้ป่วย ตลอดจนการติดต่อโดยอ้อมจากการสัมผัสผ่านของเล่น มือผู้เลี้ยงดู น้ำและอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อโรคชนิดนี้
...อาการแสดงออกของโรคมือ เท้า ปาก ในเด็กจะมีอาการไข้ เจ็บปาก น้ำลายไหล กินอาหารได้น้อย เนื่องจากมีแผลที่กระพุ้งแก้มและเพดานปาก มีผื่นเป็นจุดแดงหรือตุ่มน้ำใสที่บริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า รอบก้นและอวัยวะเพศ อาจมีผื่นตามลำตัว แขนและขา อาการดังกล่าวมักมีเกิดขึ้นประมาณ 2-3 วันและดีขึ้นจนหายได้ใน 1 สัปดาห์ โดยส่วนใหญ่มีอาการไม่รุนแรง
...อย่างไรก็ดี โรค มือเท้าปากโดยทั่วไปไม่น่ากลัว สามารถหายป่วยได้เอง มีเพียงส่วนน้อยที่มีอาการรุนแรง จากเชื้ออีวี 71 ที่ทำให้สมองอักเสบร่วมกับระบบหายใจและระบบไหลเวียนเลือดล้มเหลว และเสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว เด็กที่มีอาการรุนแรงมักมีไข้สูง ซึมอ่อนแรง มือสั่น เดินเซ อาเจียนมาก หายใจหอบ และชัก หากพบอาการเหล่านี้ ควรรีบพาพบแพทย์โดยด่วน”
การรักษาโรคมือ เท้า ปาก ทำได้อย่างไร ควรป้องกันอย่างไรเพื่อให้ลูกห่างไกลจากโรคนี้
“แม้ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรคนี้ อีกทั้งโรคมือ เท้า ปาก ยังไม่มียารักษาจำเพาะ แต่สิ่งที่แพทย์ปฏิบัติ คือการรักษาตามอาการ ให้ยาลดไข้ ยาแก้ปวด ยาชาเฉพาะที่ สำหรับแผลในปาก ดื่มน้ำเกลือแร่เพื่อชดเชยภาวะขาดน้ำ เด็กที่มีอาการรุนแรงหรือภาวะแทรกซ้อนจำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาอย่างใกล้ชิด
...การป้องกันการแพร่ระบาดของโรคสามารถทำได้โดยแยกผู้ป่วยที่เป็นโรคไม่ให้ไปสัมผัสกับเด็กคนอื่น ผู้ใหญ่ที่ดูแลเด็กควรหมั่นล้างมือ ทำความสะอาดของเล่นและสภาพแวดล้อมทุกวัน เพื่อป้องกันการถ่ายทอดเชื้อไปยังเด็กคนอื่น การทำความสะอาดโดยใช้สบู่ ผงซักฟอกหรือน้ำยาทำความสะอาดทั่วไปสามารถกำจัดเชื้อได้ ควรระมัดระวังความสะอาดของน้ำ อาหารและสิ่งของที่เด็กอาจเอาเข้าปาก ในขณะที่โรงเรียนควรแยกเด็กป่วยให้ลาหยุดอย่างน้อย 5 วันจนหายดีเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อแก่เด็กอื่นๆ และพิจารณาปิดชั้นเรียนที่มีเด็กป่วยเป็นโรคมากกว่า  2 คน และหากมีเด็กป่วยหลายชั้นเรียน ควรปิดโรงเรียนอย่างน้อย 5 วัน พร้อมทำความสะอาดห้องเรียน ห้องน้ำ สระว่ายน้ำ ของเล่น อุปกรณ์รับประทานอาหาร เป็นต้น

                     
...สำหรับผู้ปกครองควรพาบุตรหลานที่ป่วยไปพบแพทย์ ให้การรักษาตามคำแนะนำของแพทย์ และแจ้งโรงเรียนทราบ และให้เด็กหยุดเรียนจนกว่าจะหายอย่างน้อย 5 วัน โดยเด็กที่ติดเชื้อโรคมือ เท้า ปาก สามารถหายได้เอง หากไม่มีอาการแทรกซ้อนเกิดขึ้น”
เด็กวัยไหนที่เสี่ยงต่อเชื้อโรต้าไวรัส ถ้ายังไม่ได้ฉีดจะทำให้เด็กมีอาการอย่างไรบ้าง และต้องระวังเรื่องใดบ้าง ถ้าจะป้องกันให้ลูก
“เมื่อใดที่เด็กมีอาการถ่ายเหลวเป็นน้ำมากถึง 7 – 8 ครั้งต่อวัน พร้อมกับอาเจียนมากถึง 7 – 8 ครั้งต่อวัน และมีไข้ที่อาจสูงถึง 38 องศาเซลเซียส อาจนำไปสู่ภาวะขาดน้ำรุนแรง จนต้องเข้าโรงพยาบาลเพื่อนอนพักรักษาตัว ซึ่งทั้ง 3 อาการที่เกิดขึ้น เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเด็กอาจติดเชื้อไวรัสโรต้า
...ช่วงที่เสี่ยงต่อการเกิดอาการรุนแรงที่สุด คือ วัย 6 เดือน – 2 ปี โดยเด็กอาจติดเชื้อได้หลายครั้ง แต่การเป็นครั้งแรกจะรุนแรงที่สุด โดยเฉพาะในเด็กเล็ก อีกทั้งเชื้อโรต้านี้อยู่ได้ทุกที่ มีชีวิตหลายวัน พบเชื้อได้ตลอดปี เชื้อโรต้าติดต่อได้ง่ายจากการสัมผัสเชื้อที่อาจปนเปื้อนมากับน้ำ อาหาร สิ่งของ ของเล่น เมื่อเด็กนำมือเข้าปาก ก็สามารถติดเชื้อได้แล้ว เชื้อแพร่กระจายเร็ว โดยเฉพาะสถานรับเลี้ยงเด็ก หรือที่ที่มีเด็กมาก เชื้อโรต้ามีความทนทาน ไม่อาจใช้น้ำยาฆ่าเชื้อทำลายได้ และไม่มียารักษาโดยเฉพาะ จึงเป็นเพียงรักษาตามอาการเท่านั้น เช่น ให้น้ำเกลือแร่ ORS ยาแก้อาเจียนและยาลดอาการถ่ายเหลว เพื่อไม่ให้เกิดภาวะขาดน้ำจนเกิดอันตราย
…การให้วัคซีนป้องกันไวรัสโรต้าแก่เด็ก ถือเป็นวิธีป้องกันโรคที่ดีที่สุดในปัจจุบัน สามารถลดความรุนแรงของโรค และลดการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล”


นพ.พรเทพ สวนดอก
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคติดเชื้อ
ขอขอบคุณ โรงพยาบาลกรุงเทพ

ซน สมาธิสั้น ปัญหาจากลูกนอนกรน


“ในกรณีที่มีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้น อาจพบ ปัญหาพฤติกรรม ซนกว่าปกติ สมาธิสั้น ปัญหาการเรียน ปัสสาวะรดที่นอน เลี้ยงไม่โต เป็นต้น หากมีอาการรุนแรงเป็นเวลานานๆ อาจเกิดโรคหัวใจล้มเหลวจากภาวะความดันโลหิตในปอดสูงได้”
   
สังเกตมาหลายคืนแล้วค่ะว่าลูกมักจะนอนกรน ทีแรกก็คิดว่าคงเหมือนพ่อเขา คือพ่อเป็นคนค่อนข้างนอนกรนและเสียงดังค่ะ แรกๆ อาการกรนของลูกก็ไม่มาก เป็นบางครั้ง แต่หลายคืนนี้มักนอนกรนติดนาน และค่อนข้างนาน เคยอ่านพบว่า อาจเป็นอันตรายต่อเด็กได้ เพราะตอนนี้ลูกอายุ 3 ขวบเศษ จึงอยากทราบว่า เราจะมีวิธีสังเกตอย่างไรคะ ว่าลูกนอนกรนปกติ หรือผิดปกติ และมีอาการแสดงออกอย่างไร
“การนอนกรนในเด็ก เป็นปัญหาที่พบได้บ่อย ซึ่งในเด็กบางรายที่มีอาการรุนแรง หากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง และเสียชีวิตได้ โดยเด็กที่นอนกรนเป็นประจำ ควรได้รับการซักประวัติหาปัจจัยเสี่ยงและอาการของภาวะการอุดกั้นของทางเดินหายใจส่วนบน และการตรวจรักษาเพื่อหาสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะ OSA
...ซึ่ง OSA หรือ obstructive sleep apnea คือ ภาวะที่มีการอุดกั้นของทางเดินหายใจส่วนบน มักเกิดเวลานอนหลับ มีผลทำให้การแลกเปลี่ยนก๊าซออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์ผิดปกติ ทำให้เกิดภาวะพร่องออกซิเจนและคุณภาพของการนอนหลับเสียไป ซึ่งจะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ตามมา ภาวะ OSA สามารถพบได้ในทุกกลุ่มอายุ ซึ่งอายุที่พบได้บ่อยที่สุดคือระหว่าง 2 - 4 ปี ประมาณคร่าวๆ ว่า ราวครึ่งหนึ่งของเด็กที่นอนกรนเป็นประจำจะพบภาวะ OSA ร่วมด้วย
...โดยอาการของโรคที่พบบ่อย ได้แก่ นอนกรนเสียงดัง หายใจเฮือก อ้าปากหายใจ มีการหยุดหายใจเป็นช่วงๆ ปากเขียวคล้ำ นอนกระสับกระส่าย ตอนเช้าปลุกตื่นยาก ง่วงนอนเวลากลางวัน หลับในห้องเรียน ในกรณีที่มีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้น อาจพบ ปัญหาพฤติกรรม ซนกว่าปกติ สมาธิสั้น ปัญหาการเรียน ปัสสาวะรดที่นอน เลี้ยงไม่โต เป็นต้น หากมีอาการรุนแรงเป็นเวลานานๆ อาจเกิดโรคหัวใจล้มเหลวจากภาวะความดันโลหิตในปอดสูงได้”
เมื่อพาเขาไปพบแพทย์ จะมีการตรวจอย่างไร และจะทราบได้อย่างไรลูกนอนกรนผิดปกติรุนแรงมากหรือน้อย
“แนวทางการตรวจวินิจฉัยในเด็กที่นอนกรน ต้องแยกโรคว่าเป็นภาวะที่เด็กนอนกรนแต่ไม่มีความผิดปกติอื่น หรือเป็นภาวะ OSA ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนตามมา โดยแพทย์จะถามประวัติการนอนกรน การนอนหลับ พัฒนาการ การเรียน และโรคประจำตัวของเด็ก และทำการตรวจร่างกายเพื่อตรวจหาความผิดปกติของทางเดินหายใจ ตรวจดูภาวะภูมิแพ้จมูก การติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจซึ่งอาจเป็นสาเหตุทำให้นอนกรนได้ เช่น ไซนัสอักเสบ ทอนซินอักเสบ ชั่งน้ำหนักและวัดส่วนสูงเพื่อประเมินการเจริญเติบโตของเด็ก
…สำหรับการตรวจวินิจฉัย ได้แก่ เอ็กซเรย์ดูขนาดของต่อมอะดีนอยด์และทอนซิน ที่อาจมีผลต่อการอุดกั้นทางเดินหายใจส่วนบนได้ และในบางรายจำเป็นต้องรับตัวไว้ในโรงพยาบาลเพื่อตรวจการนอนหลับต่อเนื่องในเวลากลางคืนโดยตรวจดูระดับความเข้มข้นของออกซิเจนในเลือด ค่าคาร์บอนไดออกไซด์ในลมหายใจออก ด้วยการตรวจ pulse oximetry ซึ่งเป็นการตรวจคัดกรองเบื้องต้น จากการตรวจดังกล่าว แพทย์จะสามารถให้การวินิจฉัยโรค และเลือกการรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยได้ ซึ่งมีทั้งการใช้ยา หรือโดยการผ่าตัด สำหรับผู้ป่วยที่ตอบสนองต่อการรักษา จะเห็นผลโดยการนอนกรนเบาลงหรือหายไป และผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
...สำหรับวิธีการตรวจที่ดีที่สุด คือ การตรวจ polysomnography (PSG) ซึ่งเป็นการตรวจโดยละเอียดขณะนอนหลับ เช่นการตรวจคลื่นสมอง คลื่นไฟฟ้าหัวใจ การไหลของอากาศ การเคลื่อน ไหวของทรวงอก และค่าอ๊อกซิเจน เป็นต้น หลังจากการตรวจดังกล่าว จึงสามารถให้การวินิจฉัยภาวะ OSA และประเมินความรุนแรงของโรคได้ เพื่อเลือกการรักษาที่เหมาะสมที่สุดแก่ผู้ป่วยได้”
ควรดูแลลูกอย่างไรถ้าพบว่าเขามีความผิดปกติดังกล่าว แนะนำด้วยค่ะ
“สำหรับทางเลือกในการรักษา อย่างแรกคือ การรักษาโดยการใช้ยา เช่น การใช้ยาพ่นจมูกเพื่อรักษาอาการภูมิแพ้จมูก และทำให้ขนาดของต่อมอะดีนอยด์เล็กลง หรือการใช้ยาปฏิชีวนะในรายที่พบมีการติดเชื้อ ในรายที่มีอาการรุนแรง ก็อาจต้องรักษาโดยการผ่าตัด เช่น การผ่าตัดต่อมอะดีนอยด์และต่อมทอนซิน ในเด็กที่มีขนาดของต่อมดังกล่าวโต และมีการอุดกั้นทางเดินหายใจ รวมทั้งให้การรักษาด้วยวิธีอื่นๆ เช่น การลดน้ำหนักในเด็กอ้วน การใช้เครื่องช่วงหายใจแรงดันบวกขณะนอนหลับในผู้ป่วยเด็กบางราย ซึ่งแพทย์จะทำการพิจารณาเลือกการรักษาให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละรายครับ”  

ขอขอบคุณ โรงพยาบาลปิยะเวท
โทร.0-2625-6500

16 มีนาคม 2555

วัคซีนรัฐดีพอไหม......สำหรับลูก


“วัคซีนที่กระทรวงสาธารณสุขเลือกมาใช้นั้น ประสิทธิภาพดีเพียงพอที่จะป้องกันโรคได้แน่นอน แต่วัคซีนทางเลือกมักมีข้อได้เปรียบเรื่องผลข้างเคียงที่น้อยกว่า หรือจำนวนเข็มที่ฉีดมากกว่า”
                   
 ทราบว่าปัจจุบันมีวัคซีนสำหรับเด็กเพิ่มมากขึ้น เลยสงสัยค่ะว่าวัคซีนชนิดใดที่จำเป็นต่อเด็ก เพราะเห็นมีทั้งวัคซีนบังคับและวัคซีนทางเลือก ขอคำแนะนำด้วยค่ะ


“วัคซีนบังคับ หมายถึง วัคซีนที่อยู่ในแผนการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคของกระทรวงสาธารณสุขค่ะ ซึ่งมีบริการให้วัคซีนทั่วประเทศและถือเป็นนโยบายที่เด็กทุกคนต้องได้รับวัคซีนกลุ่มนี้ โดยปัจจุบันวัคซีนที่อยู่ในกลุ่มนี้ได้แก่ วัคซีนวัณโรค (BCG) วัคซีนคอตีบไอกรน บาดทะยัก (DTP) วัคซีนโปลิโอ (OPV) วัคซีนหัด หัดเยอรมัน คางทูม (MMR) วัคซีนตับอักเสบบี (HB) วัคซีนไข้สมองอักเสบเจอี (JE) ซึ่งเด็กทุกคนสามารถเข้ารับการให้วัคซีนได้ตามโรงพยาบาล อนามัย หรือศูนย์บริการสาธารณสุขได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

ส่วนวัคซีนทางเลือก หมายถึง วัคซีนที่อยู่นอกแผนการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคของกระทรวงสาธารณสุข (EPI) ซึ่งอาจแบ่งเป็นกลุ่มได้ดังนี้ คือ
หนึ่ง วัคซีนพื้นฐานเหมือนใน EPI แต่มีคุณลักษณะหรือรูปแบบต่างจากที่กระทรวงจัดหา มักมีราคาสูงกว่า เช่น วัคซีนโปลิโอชนิดฉีด (IPV) วัคซีนไอกรนชนิดไร้เซลล์ (acellular pertussis) ซึ่งทั้ง 2 ตัวมักอยู่ในรูปวัคซีนรวม
สอง วัคซีนเสริมสำหรับเด็กปกติ ซึ่งไม่อยู่ในแผน EPI เนื่องจากภาระโรคไม่มาก หรือมีข้อจำกัดในการจัดสรรวัคซีนเช่นงบประมาณ เป็นต้น วัคซีนกลุ่มนี้ผู้ปกครองที่สามารถรับภาระค่าใช้จ่ายเองพิจารณาใช้ได้โดยปรึกษาแพทย์ ได้แก่ วัคซีนฮิบ วัคซีนอีสุกอีใส วัคซีนตับอักเสบเอ วัคซีนนิวโมคอคคัสชนิดคอนจูเกต และวัคซีนโรต้า
สาม วัคซีนรวม เป็นการรวมวัคซีนหลายชนิดในเข็มเดียว เพื่อลดจำนวนครั้งในการฉีด เช่น DTP-HB, DTP-HB-Hib, DTP-IPV เป็นต้น
สี่ วัคซีนเสริมสำหรับผู้มีความเสี่ยงเฉพาะ หรือสถานการณ์เฉพาะ เช่น เด็กที่ป่วยด้วยโรคเรื้อรังได้แก่ โรคปอด โรคหัวใจ โรคเลือดธาลัสซีเมีย ผู้ป่วยไม่มีม้าม และผู้ป่วยภูมิคุ้มกันบกพร่องต่างๆ เช่น HIV มะเร็ง  เด็กที่มีความเสี่ยงต่อการติดโรคพิษสุนัขบ้า   จะแนะนำให้ฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าแบบป้องกันก่อนสัมผัสโรค”

การได้รับวัคซีนฟรีจากโรงพยาบาลของรัฐ ศูนย์สาธารณสุข อนามัย ประสิทธิภาพจะสู้วัคซีนราคาแพงได้หรือไม่ หรือต้องไปฉีดเพิ่มเติมในภายหลัง
            “วัคซีนที่กระทรวงสาธารณสุขเลือกมาใช้นั้น ประสิทธิภาพดีเพียงพอที่จะป้องกันโรคได้แน่นอน แต่วัคซีนทางเลือกมักมีข้อได้เปรียบเรื่องผลข้างเคียงที่น้อยกว่า หรือจำนวนเข็มที่ฉีดมากกว่า เช่น ไม่ต้องฉีดหลายเข็มแล้ว ซึ่งปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุขได้มีการนำวัคซีนรวม 4 โรค มาทดแทนในช่วงอายุที่ต้องให้ 2 เข็มแล้ว คืออายุ 2 และ 6 เดือน (วัคซีนคอตีบ-ไอกรน-บาดทะยัก-ตับอักเสบบี) ทำให้ลดปัญหาการต้องฉีดหลายเข็มไปได้
นอกจากนี้ วัคซีนบางตัวก็มีผลข้างเคียงที่น้อยกว่า เช่น ไอกรนชนิดไม่มีเซลล์จะมีผลข้างเคียงน้อยกว่าชนิดปกติ 2 - 3 เท่า แต่มีราคาแพงกว่ามาก โดยจำเป็นต้องใช้ในกรณีที่เด็กมีโรคชัก โรคทางสมอง หรือมีปฏิกิริยาต่อการฉีดไอกรนชนิดธรรมดาอย่างมากเช่น ไข้สูง แต่กรณีเด็กทั่วไปยังสามารถให้แบบปกติได้ค่ะ”
เคยอ่านเจอว่ามีวัคซีนเสริมบางตัวด้วย มีความจำเป็นต่อเด็กอย่างไร ต้องให้จริงหรือไม่ 
“พ่อแม่บางท่านอาจสงสัยว่า วัคซีนหลายตัวที่แนะนำให้ในปัจจุบัน กระทรวงยังไม่ได้บรรจุในแผน แล้วมันจำเป็นจริงหรือไม่ หรือหมอแนะนำให้ฉีดเพราะอยากได้เงินเพิ่ม ดังที่กล่าวแล้วว่า วัคซีนบางอย่างที่ได้ผลดีแต่ความชุกโรคไม่สูง ภาระโรคไม่มาก หรือมีข้อจำกัดบางอย่างเช่น ความคุ้มค่าในการลงทุนให้วัคซีนทั่วประเทศไม่มากพอ ก็ยังไม่สามารถบรรจุใน EPI ได้ แต่การพิจารณาของคุณพ่อคุณแม่คงต้องขึ้นกับแต่ละครอบครัวทั้งเศรษฐานะ ลักษณะการเลี้ยงดู และสุขภาพของเด็กเองค่ะ”
รบกวนอีกเรื่องค่ะ  จริงหรือไม่ที่เขาบอกว่า  การฉีดวัคซีนอาจทำให้ลูกเสี่ยงต่อการเป็นออทิสติก พอดีอ่านเจอบทความนี้ในอินเตอร์เน็ต 
“หมอขอใช้พื้นที่นี้ อธิบายที่มาที่ไปของข่าวลือนี้ เพื่อให้เกิดความกระจ่างและไม่ทำให้เด็กของเราพลาดโอกาสในการป้องกันโรคโดยไม่จำเป็นค่ะ

   โดยในปีค.ศ.1998 นายแพทย์  Andrew Wakefield แพทย์ระบบทางเดินอาหารในโรงพยาบาลใหญ่แห่งหนึ่งในอังกฤษ ได้ตีพิมพ์งานวิจัยเรื่องของระบบทางเดินอาหารกับโรคออทิสติกลงในวารสารการแพทย์ชื่อดัง “Lancet” โดยศึกษาจากผู้ป่วย Autistic12 ราย ซึ่งมี 8 รายที่พ่อแม่ให้ประวัติว่าเด็กเริ่มมีอาการของ Autism หลังจากฉีดวัคซีน MMR งานวิจัยชิ้นนี้ทำให้เกิดผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อความเชื่อมั่นในวัคซีนของพ่อแม่ชาวอังกฤษ ผู้ปกครองชาวอังกฤษหยุดพาลูกไปฉีดวัคซีน MMR จนอัตราครอบคลุมของวัคซีนลดลงจากที่ควรมากกว่า 95 เปอร์เซ็นต์ เหลือไม่ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ หลังจากนั้นไม่นาน อัตราการเกิดโรคหัดในประเทศอังกฤษเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย
   ในด้านวิชาการประเด็นที่ถกเถียงกันมากมาย ก็คือ งานวิจัยของนายแพทย์ Wakefield นั้น    มีความบกพร่องทั้งวิธีการและจำนวนประชากรที่ศึกษา ทำให้มีงานวิจัยอีกนับร้อยชิ้นทั่วโลกที่ศึกษาเพิ่มเติมถึงความเกี่ยวข้องของโรคออทิสติก กับวัคซีน MMR และทุกงานวิจัยสรุปตรงกันว่า ไม่มีความเกี่ยวข้องกันระหว่างวัคซีน MMR และการเกิดโรคออทิสติก
 คำอธิบายถึงสาเหตุของผลการศึกษาชิ้นปัญหานั้นคืออาจเป็นเพราะเด็กที่เป็นโรคออทิสติกมักจะถูกวินิจฉัยหรือตรวจพบความผิดปกติได้แน่ชัดในช่วงอายุ 1 - 1 1/2  ปี โดยที่ก่อนหน้านี้อาจมีพัฒนาการที่ดูปกติมาก่อนได้ และวัคซีน MMR ในประเทศอังกฤษจะมีการให้  ในช่วงอายุ 12 - 15 เดือน จึงเป็นไปได้มากว่าผู้ปกครองเพิ่งเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติหลังฉีดวัคซีน และเข้าใจว่าวัคซีนเป็นสาเหตุของโรค
แต่แม้ว่าจะมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มาหักล้างมากมายแค่ไหน ปัจจุบันก็ยังมีพ่อแม่มากมายทั่วโลกที่ยังเชื่อข้อมูลนี้ และไม่พาลูกไปฉีดวัคซีน MMR      อัตราการเกิดโรคหัดในอังกฤษก็ยังสูงขึ้นเรื่อยๆ ใน ปี 2008 มีผู้ป่วยเด็กเป็นโรคหัด ในอังกฤษและเวลส์ ทั้งหมด 1,348 ราย  มีเด็กเสียชีวิตจากโรคนี้ 2 ราย ก่อนปี 1998   ซึ่งเป็นเวลาก่อนงานวิจัยชิ้นนี้เผยแพร่   มีผู้ป่วยโรคหัดในประเทศอังกฤษและเวลส์เพียง      56 ราย

จากข้อมูลทั้งหมดหวังว่าคุณพ่อคุณแม่คงตัดสินใจได้ว่าควรจะให้ลูกต้องเสี่ยงกับการติดเชื้อโรคที่ป้องกันได้ หรือจะยืนยันต่อต้าน เพียงเพราะข้อมูลที่ไม่น่าเชื่อถือชิ้นเดียวค่ะ”

พ.ญ.นันทกรณ์ เอื้อสุนทรวัฒนา
กุมารแพทย์พัฒนาการเด็ก
ขอขอบคุณ โรงพยาบาลปิยะเวท
           ……

12 มีนาคม 2555

คลอดยากเพราะ....อะไร





เรื่องที่คุณแม่ใกล้คลอดมักจะกังวล ก็คือเรื่องการคลอดนั่นเอง โดยส่วนมากจะกลัวว่าเวลาคลอดจะเจ็บมาก ใช้เวลานาน หรือคลอดยากจนเป็นอันตรายทั้งแม่และลูก

คลอดยากเพราะคุณแม่


การจะคลอดลูกง่ายหรือยากนั้น จริงๆ แล้วมีปัจจัยหลายอย่างที่เกี่ยวข้อง เช่น อุ้งเชิงกรานของคุณแม่ว่ามีขนาดแค่ไหน หากอุ้งเชิงกรานมีขนาดเล็ก การคลอดก็จะยากขึ้น ซึ่งเรื่องนี้แพทย์จะวัดขนาดของกระดูกอุ้งเชิงกรานของคุณแม่แล้ว วิเคราะห์ว่าสามารถคลอดเองได้หรือไม่

คลอดยากเพราะตัวลูก


นอกจากดูที่ตัวคุณแม่แล้ว การจะคลอดง่ายหรือยากยังขึ้นกับขนาดตัวของทารกด้วย หากทารกมีน้ำหนักตัวมากกว่า 3,500 กรัม การคลอดก็จะยากขึ้นหรืออาจคลอดตามธรรมชาติไม่ได้
นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่อาจต้องพิจารณาเป็นรายๆ ไป ถ้าดูแล้วว่าไม่น่าจะคลอดเองได้แพทย์จะแนะนำให้ผ่าตัดคลอด ควรทำตามคำแนะนำของแพทย์ค่ะ

คลอดยากเพราะความเครียด

ความเครียดก็มีส่วนทำให้คลอดยากได้ค่ะ ระหว่างรอคลอดคุณแม่ควรพยายามปรับอารมณ์ให้รู้สึกผ่อนคลาย ไม่เครียด เช่น อาบน้ำอุ่น พักผ่อนมากขึ้น หากมีอาการเจ็บท้องอาจใช้กระเป๋าน้ำร้อนวางประคบหลังเพื่อช่วยคลายปวด แต่ไม่ควรกินยาแก้ปวดก่อนปรึกษาแพทย์ และระหว่างรอคลอดไม่ควรอั้นปัสสาวะค่ะ เพราะกระเพาะปัสสาวะที่เต็มไปด้วยปัสสาวะนั้น จะทำให้การหดตัวของมดลูกไม่ดีเท่าที่ควร
คุณแม่สามารถใช้การ ‘หายใจ’ เพื่อลดความเครียด และเพิ่มความกระปรี้กระเปร่าได้ด้วยการนั่งสบายๆ บนเก้าอี้ หรือเอนหลังบนเตียง แล้วสูดหายใจเข้าให้เต็มช่องท้อง โดยระหว่างหายใจเข้าพยายามาอย่าให้ไหล่ยกขึ้น แล้วค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออก เป็นจังหวะช้าๆ ทำประมาณ 10 ครั้ง จะรู้สึกว่ากล้ามเนื้อผ่อนคลาย สบายตัวขึ้นเยอะเชียวค่ะ


                   
รอคลอดแบบชิลล์ๆ


นอกจากนี้ หากรู้สึกหิว ควรรับประทานอาหารอ่อนๆ หรืออาหารว่างเบาๆ ไม่ควรรับประทานอาหารหนักเต็มมื้อ เนื่องจากอาหารเหล่านี้จะใช้เวลาในการย่อยนาน หากมีกรณีฉุกเฉินเกิดขึ้นทำให้ต้องเร่งคลอด อาหารที่ตกค้างในกระเพาะจะเป็นอุปสรรคในการให้ยาระงับความรู้สึก เช่น ไม่สามารถให้ยาสลบได้
ระหว่างนี้หากคุณแม่ยังสามารถลุกขึ้นมาเดินได้ ควรเดินในระยะใกล้ๆ โดยอาจจะเดินรอบๆ เตียง หรือเดินอยู่ในห้องพัก แต่ถ้าลุกไม่ไหวก็ควรขยับตัวเปลี่ยนอิริยาบถบ้าง เพราะการลุกเดิน จะช่วยลดอาการเจ็บเตือนที่เกิดขึ้นเป็นพักๆ ได้  แต่ถ้ารู้สึกปวดหลัง ปวดหน้าท้อง ท้องแข็งเป็นพักๆ และถี่ขึ้นเรื่อยๆ ควรรีบบอกพยาบาลที่ดูแลคุณอยู่ เพราะอาการแบบนี้ บ่งบอกว่า ใกล้ถึงเวลาที่คุณจะได้พบหน้าลูกแล้วล่ะค่ะ