26 เมษายน 2555

คำแนะนำเรื่องการดูโทรทัศน์สำหรับเด็ก


 บ่อยครั้งที่คุณแม่เขียนจดหมายมาถามเราเกี่ยวกับ “ความเหมาะสมสำหรับการให้ลูกวัยเล็กดูโทรทัศน์” จึงได้สอบถามไปยังคุณหมอนันทกรณ์ เอื้อสุนทรวัฒนา คุณหมอให้ความรู้ว่า


“เนื่องจากสื่อโทรทัศน์ ไม่ว่าจะเป็น ฟรีทีวี เคเบิ้ล หรือซีดี/ดีวีดี นับเป็นสื่อที่เข้าถึงผู้คนทุกเพศทุกวัยได้ง่าย โดยเฉพาะเด็กๆ ที่หาได้น้อยนักว่าจะมีเด็กคนไหนไม่ชอบดูทีวี ผู้ใหญ่หลายคนยังไม่เข้าใจว่า โทรทัศน์มีข้อเสียอย่างไรสำหรับเด็ก มองเห็นแต่ประโยชน์ว่า เด็กน่าจะได้เรียนรู้จากเรื่องราวต่างๆ ในโทรทัศน์ แต่จริงๆแล้วโทรทัศน์เป็นดาบสองคมสำหรับทุกคน และสำหรับเด็กแล้ว ดูจะเป็นดาบที่ย้อนมาทำลายมากกว่าให้ประโยชน์ หากใช้อย่างไม่ถูกต้อง หรือมากเกินไป 




...รายการโทรทัศน์สำหรับเด็ก อาจช่วยสอนและเป็นตัวอย่างที่ดีแก่เด็กในด้านภาษา ด้านมารยาทที่ดี หรือความคิดที่สร้างสรรค์  ยกตัวอย่างเช่นรายการ เจ้าขุนทอง ทุ่งแสงตะวัน เป็นต้น แต่รายการที่ดีเช่นนั้นมีอยู่น้อยเหลือเกิน เมื่อเทียบกับจำนวนละครน้ำเน่า เกมส์โชว์ ในบ้านเรา แม้ปัจจุบันรายการโทรทัศน์บ้านเราจะมีการกำหนดวัย จัดเรตติ้งสำหรับคนดู เพื่อให้ผู้ปกครองพิจารณาก่อนให้ลูกดู แต่ความเป็นจริงคงปฏิเสธไม่ได้ว่า มีน้อยครอบครัวเหลือเกินที่จะจำกัดตามนั้น ส่วนใหญ่จะปล่อยให้เด็กดูรายการเดียวกับผู้ใหญ่ไปเรื่อยๆ หรือหนักกว่านั้นคือ ให้โทรทัศน์เป็นพี่เลี้ยงลูก ในขณะที่ตัวเองทำงานอื่น ซึ่งนั่นเป็นวิธีที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง
...ผู้ปกครองบางท่านอาจคิดว่าการปล่อยให้ลูกนั่งดูโทรทัศน์ภายในบ้าน อย่างน้อยก็ปลอดภัยกว่าให้ลูกออกไปเที่ยวเล่นนอกบ้าน จนลืมคำนึงไปว่าเด็กจะซึมซับอะไรมาบ้างจากโทรทัศน์ ซึ่งมีทั้งรายการที่ไม่เหมาะสม ละคร ภาพยนตร์ หรือการ์ตูนที่มีเนื้อหารุนแรง มีการใช้ภาษาก้าวร้าวหยาบคาย มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เหล่านี้อาจทำให้เด็กจำไปเลียนแบบได้ ซึ่งเด็กวัยนี้เขายังไม่สามารถจะแยกแยะได้ว่าอะไรควร หรือไม่ควร  อะไรดี หรือไม่ดี เขาเห็นอะไรน่าสนุก น่าสนใจ ก็มักเอาไปทำตามอย่าง เช่น เห็นตัวการ์ตูนในโทรทัศน์หยิบดาบไล่ฟันกัน ก็เอาไม้เอาอะไรมาตีกันจนได้รับบาดเจ็บ บางคนก็ไปจำคำพูดที่ไม่ดี มาพูดกับเพื่อน ครู พ่อแม่ หรือแม้แต่ค่านิยมทางเพศที่ไม่เหมาะสม เช่น ไปเห็นฉากกอดจูบ ข่มขืน จากในละครโทรทัศน์ แล้วเอาไปเลียนแบบจนเกิดเป็นข่าวบ่อยครั้ง   หนังหรือละครที่มีเนื้อหาก้าวร้าวรุนแรงเหล่านี้จึงมีผลต่อพฤติกรรมของเด็กได้มาก อาจส่งผลให้เด็กมีพฤติกรรมก้าวร้าวเพิ่มขึ้นกว่าปกติ และยังทำให้เด็กชาชินจนเรียนรู้และเข้าใจว่าพฤติกรรมเช่นนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เป็นสิ่งสังคมยอมรับ และนำไปทำตามอย่าง จนสุดท้ายกลายเป็นนิสัยและความคิดติดตัวไปตลอดชีวิต”

การที่บางครอบครัวปล่อยให้ลูกวัยเล็กดูโทรทัศน์อย่างไม่เหมาะสม หรือขาดการแนะนำที่เพียงพอ อาจจะส่งผลเสียต่อเด็กอย่างไรบ้าง
“ผลเสียที่อาจเกิดกับเด็ก จากการดูโทรทัศน์มีหลายด้าน ในด้านที่เป็นปัญหามากในปัจจุบันคือ ผลกระทบต่อพัฒนาการภาษาของเด็ก เนื่องจากเด็กจะเรียนรู้การใช้ภาษาได้ ต้องมีการสื่อสาร 2 ด้าน คือ ได้มีการถามตอบ การเรียนรู้ที่ดีที่สุดคือ การพูดคุยกับคนใกล้ชิด เช่นคุณพ่อคุณแม่หมั่นคุยกับลูกตั้งแต่แบเบาะ เด็กจะเรียนรู้ความหมายได้จากเหตุการณ์รอบตัว น้ำเสียงที่ใช้ เมื่อเค้าพยายามสื่อสารกลับและผู้ใหญ่รับรู้ตอบสนองก็ทำให้เค้าได้เรียนรู้ครบถ้วนทั้งการฟังและการพูด แต่กับการดูโทรทัศน์ ซึ่งเป็นการสื่อสารด้านเดียว และภาษาที่ใช้ไม่ได้ทำเพื่อให้เด็กฟัง การพูดมักจะเร็วเกินไป ยากเกินไป
ผู้ใหญ่หลายคนอาจแย้งว่ า ถ้าเด็กไม่เข้าใจสิ่งที่โทรทัศน์พูดแล้วทำไมถึงยังชอบดู นั่งนิ่งๆได้เป็นเวลานาน จริงๆแล้วสิ่งที่เด็กสนใจคือ  แสง สี เสียง ในจอมากกว่า เด็กบางคนสามารถร้องเพลงโฆษณาได้ถูกต้องเป็นประโยคยาวๆ หรือพูดตามได้เป็นวลีที่ฟังดูบาก แต่เมื่อถามว่าเค้าเข้าใจสิ่งที่พูดหรือร้องหรือไม่ เค้าอาจจะไม่เข้าใจเลย การท่องจำคำพูดแต่ไม่อาจนำมาใช้สื่อสารได้จริง ไม่เรียกว่าเป็นพัฒนาการภาษาที่สมบูรณ์
…ผลกระทบต่อพัฒนาการด้านสมาธิของเด็ก ซึ่งการปล่อยให้เด็กดูโทรทัศน์นานเกินไป เด็กจะชินกับการกระตุ้นมากๆ จากแสง สี เสียงในโทรทัศน์ ทำให้เขาไม่ชินกับการทำกิจกรรมที่ต้องใช้สมาธิ หรือใช้ความอดทนรอคอย เช่นการฟังนิทาน การอ่านหนังสือ การวาดรูป ขาดสมาธิที่จะจดจ่อกับงานที่ทำน้อยลง เมื่อเด็กเข้าสู่วัยเรียนที่ต้องใช้สมาธิมากขึ้น โดยเฉพาะในระดับประถมซึ่งต้องใช้ความนิ่ง การทำความเข้าใจที่ลึกซึ้งขึ้น เด็กก็อาจทำได้ไม่ดีเท่าที่ศักยภาพของตนเองควรทำได้
...ผลกระทบต่อสุขภาพของเด็ก และปัญหาการกิน ซึ่งเด็กที่ติดโทรทัศน์ มักจะทำกิจกรรมที่ต้องเคลื่อนไหวร่างกายน้อยลงไปด้วย เช่นออกกำลังกาย เล่นกีฬา วิ่งเล่นกับเพื่อนน้อยลง ร่วมกับมักมีพฤติกรรมการกินที่ไม่เหมาะสม เช่น มีนิสัยชอบทานขนมจุบจิบ หรือทานข้าวพร้อมกับดูโทรทัศน์ ทำให้การเผาผลาญพลังงานของร่างกายต่ำลง มีงานวิจัยเรื่องโรคอ้วนในเด็ก หลายชิ้นที่พิสูจน์ชัดเจนว่า เด็กที่ดูโทรทัศน์มากจะมีโอกาสน้ำหนักเกินหรืออ้วนมากกว่าเด็กที่ดูน้อยถึง 3 เท่า และเพิ่มความเสี่ยงกับโรคต่างๆ มากขึ้น เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง เป็นต้น 
...ผลเสียอีกประการ ก็คือ ความสัมพันธ์ภายในครอบครัว แทนที่พ่อแม่ลูกจะได้นั่งคุยกัน ได้ถามถึงการเรียนของลูก ถามถึงเพื่อนๆ ที่โรงเรียนว่าเป็นอย่างไร เรียนสนุกหรือไม่ ทำกิจกรรมอะไรมาบ้าง หรือพูดคุยเรื่องอื่นๆ กลายเป็นว่าเด็กไม่ค่อยได้พูดคุยกับพ่อแม่ พ่อแม่ก็ไม่ได้พูดคุยกับลูก ต่างฝ่ายต่างทำธุระ พ่อแม่ก็ปล่อยให้ลูกนั่งดูโทรทัศน์ไป ถึงเวลานอนก็พาเข้านอน เช้ามาก็ไปส่งที่โรงเรียน ความสัมพันธ์ภายในครอบครัวก็ลดน้อยลง เมื่อโตขึ้นเวลาเด็กมีปัญหา ก็อาจทำให้ขาดความไว้วางใจ ไม่กล้าปรึกษาพ่อแม่ คิดตัดสินใจด้วยตนเองจนเกิดความผิดพลาดได้”

ลูกอายุใกล้ 2 ขวบควรจะให้เขาเริ่มดูโทรทัศน์ได้หรือไม่ และควรแนะนำให้เขาดูรายการใด
“เป็นไปได้ก็อยากแนะนำคุณพ่อคุณแม่ว่า ถ้าลูกอายุน้อยกว่า 2 ปีก็ไม่ควรให้เขาดูโทรทัศน์เลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการดูไปพร้อมกับลูก หรือเปิดทิ้งไว้ให้ลูกดูก็ตาม เนื่องจากโทรทัศน์เป็นเสมือนดาบสองคม มีทั้งเนื้อหารายการที่เหมาะสมกับเด็ก และเป็นตัวอย่างที่ดี ซึ่งก็จะช่วยพัฒนาพฤติกรรม จริยธรรม และความรู้แก่เด็กได้ แต่ขณะเดียวกัน รายการที่ไม่เหมาะสมก็มีมากกว่าหลายเท่า การปล่อยให้ลูกวัยต่ำกว่า 2 ปีดูโทรทัศน์ อาจจะส่งผลเสียอย่างชัดเจนในหลายด้าน
...แต่ทั้งนี้ ถ้าเด็กอายุเกิน 2 ปีขึ้นไป คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถให้เขานั่งดูโทรทัศน์ได้ แต่ย้ำว่าไม่ควรเกินวันละ 2 ชั่วโมง และที่สำคัญ คุณพ่อคุณแม่ควรจะนั่งดูไปพร้อมกับลูกด้วยทุกครั้ง เพื่อพูดคุยซักถามเกี่ยวกับสิ่งที่เขาดู จะได้ช่วยแก้สิ่งที่เห็นว่าผิด และแนะนำในสิ่งที่ถูก สิ่งที่เห็นว่าเขาสามารถนำไปทำตามอย่าง รวมทั้งเลือกรายการที่เหมาะสมกับวัยของลูก ซึ่งควรเป็นรายการที่มีเนื้อหาเหมาะสม มีสาระ มีประโยชน์ต่อเด็ก รวมทั้งปราศจากความรุนแรง อย่างถ้าเป็นการ์ตูน ก็ควรเป็นการ์ตูนที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการศึกษา ความรู้ทั่วไป เป็นสารคดี หรือเป็นการ์ตูนที่สร้างจินตนาการให้กับเด็ก ควรหลีกเลี่ยงการ์ตูนที่มีการสู้รบ ยิงกันตูมตาม หรือใช้ภาษาที่ไม่เหมาะสม รวมทั้งการ์ตูนที่มีแสงสีเสียงเกินกว่าที่เด็กวัยเล็กจะรับได้
...นอกจากนี้ ก็ควรมีมาตรการต่างๆ ภายในบ้าน เช่น กำหนดให้ลูกดูโทรทัศน์ได้ไม่เกิน 2 ชั่วโมง ถ้าเกินก็ต้องมีการลงโทษ เช่น งดให้ดูในวันถัดไป หรือคุณพ่อคุณแม่อาจจะช่วยวางโปรแกรมจัดตารางในห้องนอนของลูก ควรให้เขาดูในห้องกลาง เพื่อคุณพ่อคุณแม่จะได้สามารถดูแลได้สะดวกค่ะ”

พ.ญ.นันทกรณ์ เอื้อสุนทรวัฒนา
กุมารแพทย์พัฒนาการและพฤติกรรม

11 เมษายน 2555

ตรวจคัดกรองโรคก่อนมีบุตร ทางออกโรคพันธุกรรม LSD


โรค “แอลเอสดี” หรือโรคที่มักพบได้ในเด็กเล็ก ด้วยอาการใบหน้าหยาบ ตัวเตี้ย ตามองไม่เห็น หูเสื่อม ตับโต ม้ามโต หัวใจโต ฯลฯ นับเป็นโรคทางพันธุกรรมที่พบได้ค่อนข้างน้อย ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ประกอบกับโรคนี้ต้องเสียค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงในการรักษา จึงทำให้ส่งผลกระทบทั้งต่อตัวผู้ป่วยและครอบครัวเอง ดังนั้นเพื่อเป็นการระดมความคิดเห็นในการหาทางออก ช่วยเหลือเด็กที่ป่วยเป็นโรคทางพันธุกรรมแอลเอสดี จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 3 หน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี และมูลนิธิโรคพันธุกรรมแอลเอสดี จึงได้จัดให้มีการเสวนาขึ้นภายใต้หัวข้อ “ทางออกในการช่วยเหลือผู้ป่วยโรคพันธุกรรมแอลเอสดี” ขึ้น ส่วนหนึ่งเพื่อเผยแพร่โรคนี้ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น ตลอดจนนำไปสู่การเฝ้าระวังการเกิดโรค และการช่วยเหลือระยะยาวต่อไป
    แม้ว่าในปัจจุบันโรคนี้จะสามารถวินิจฉัยได้แล้ว แต่ยังมีข้อจำกัดในเรื่องของการไม่ได้ถูกบรรจุให้อยู่ในสิทธิ์ของการรักษาตามหลักประกันสุขภาพ ประกอบกับค่าใช้จ่ายสำหรับโรคนี้ค่อนข้างสูง หรือปีละประมาณ 1-2 ล้านบาทต่อผู้ป่วยหนึ่งคน จึงทำให้โรคทางพันธุกรรมแอลเอสดีนี้ถูกลืม และไม่ได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐเท่าที่ควร ประกอบกับคนทั่วไปมักขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคนี้ เนื่องจากโรคแอลเอสดีนั้นเมื่อรู้แล้วสามารถป้องกันการเกิดโรคซ้ำได้ อีกทั้งสามารถรักษาได้

 
พญ.ดวงฤดี วัฒนศิริชัยกุล หัวหน้าหน่วยเวชพันธุศาสตร์ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เผยให้ทราบถึงแนวคิดสำหรับทางออกเรื่องนี้ว่า ผู้ที่เกี่ยวข้องอันดับแรกอย่างเช่นแพทย์นั้น ต้องหาวิธีวินิจฉัยโรคให้ได้สำเร็จ เพราะแม้จะยังไม่สามารถรักษาได้ แต่การสงสัยและส่งตัวผู้ป่วยเข้ามารักษาได้เร็วที่สุด ก็จะช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาได้มากยิ่งขึ้น และในส่วนของผู้ปกครองนั้น โดยส่วนตัวก็อยากให้ผู้ปกครองมีความเข้มแข็ง พูดง่ายๆ ว่าอย่าท้อและมีกำลังใจ และหาทางออกร่วมกันกับแพทย์ เพราะเสียงสะท้อนจากผู้ที่ได้รับผลกระทบจริงๆ เช่น  ผู้ปกครองและตัวผู้ป่วยนั้น ย่อมสร้างความตระหนักในการช่วยเหลืออย่างจริงจังจากภาครัฐ ขณะเดียวกันกลุ่มผู้ที่เกี่ยวข้องในด้านนโยบาย เช่น สำนักงานหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าแห่งชาติ รวมถึงหน่วยงานภาครัฐอื่นๆ ควรทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียง ว่าขณะนี้ในบ้านเรามีผู้ป่วยในลักษณะนี้อยู่ รวมถึงควรหาช่องทางในการช่วยเหลือผู้ป่วยเหล่านี้อย่างเร่งด่วนที่สุด
    ด้านประธานมูลนิธิโรคพันธุกรรมแอลเอสดี นายบุญ พุฒิพงศ์ธนโชติ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิมากว่า 2 ปี บอกว่า สำหรับทางออกของโรคนี้อยู่ที่ผู้ปกครอง เพราะโดยส่วนตัวแล้วอยากให้ผู้ปกครองกล้าที่จะแสดงตัวว่ามีเด็กในครอบครัวที่ป่วยเป็นโรคนี้ เพราะการไม่ยอมรับอาจทำให้เด็กที่ป่วยเป็นโรคนี้เสียโอกาสในการรักษา ดังนั้นจึงอยากชี้แนะผู้ปกครองในเรื่องนี้ และในส่วนของมูลนิธินั้นคาดหวังการเข้ามาช่วยเหลือจากภาครัฐ แม้ว่าค่ายาที่ใช้รักษาจะมีราคาค่อนข้างสูง แต่เนื่องจากว่ากลุ่มผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้มีจำนวนที่ค่อนข้างน้อย หากเทียบกับผู้ที่ป่วยเป็นโรคมะเร็ง เบาหวาน โรคไต โรคหัวใจ ดังนั้นงบประมาณเพียง 5-10% นั้น มองว่าก็สามารถช่วยเหลือผู้ป่วยได้แล้ว อย่างไรก็ตามหากรัฐบาลไม่สะดวกสนับสนุนงบประมาณในส่วนนี้ อาจเป็นความร่วมมือกันคนละครึ่งระหว่างมูลนิธิกับทางภาครัฐ และทางมูลนิธิอาจขอการสนับสนุนเรื่องยาจากหน่วยงานเอกชน พูดง่ายๆ ว่าเป็นการก้าวไปพร้อมๆ กับภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งในส่วนนี้เป็นความร่วมมือที่จะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้
    ตัวแทนจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) นพ.กิตติ ปรมัตถพล รองผู้จัดการกองทุนป้องกันโรคและส่งเสริมสุขภาพ เผยว่า ในฐานะที่ สปสช.เป็นหน่วยงานของรัฐในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งมีหน้าที่ในการบริหารงบประมาณเพื่อสุขภาพให้แก่ผู้ที่ไม่มีหลักประกันสุขภาพใดๆ มองว่าทางออกในการช่วยเหลือผู้ป่วยโรคพันธุกรรมนั้นแบ่งออกเป็น 3 ส่วนใหญ่ๆ 
1.การวินิจฉัยโรค
2.การรักษาโรค 
3.การฟื้นฟูสมรรถภาพ 
ในกรณีเกิดภาวะแทรกซ้อนในเรื่องหู หรือตา ซึ่งขณะนี้ขั้นตอนทั้งหมดกำลังอยู่ในช่วงของการดำเนินการ เช่น ขั้นตอนของการวินิจฉัยโรค   ทางสปสช.นั้นได้ผลักดันเรื่องของการจ่ายค่ารักษาพยาบาลจาก รพ.ต้นสังกัดของผู้ถือสิทธิ์ประกันสุขภาพ ในการส่งตัวผู้ป่วยไปรับการรักษาในสถานพยาบาลอื่นๆ ไม่ให้ล่าช้า เนื่องจากบางครั้ง รพ.ต้นสังกัดอาจประสบกับปัญหามีภาระหนี้ค้างจ่ายเยอะ ตรงนี้ทางกระทรวง สาธารณสุขกำลังเร่งดำเนินการอยู่



นอกจากนี้ทาง สปสช.กำลังเร่งผลักดันในเรื่องของยาที่ใช้รักษาโรคพันธุกรรมแอลเอสดี หรือที่เรียกกันว่ายา จ.2 หรือ “ยากำพร้า” ซึ่งยาตัวนี้เราจะร่วมกับองค์การเภสัชกรรม หรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง นำเข้ามาจากต่างประเทศ ในราคาที่เหมาะสมหรือถูกเท่าที่จะถูกได้ อีกทั้งมีคุณภาพดี เพื่อนำมาให้ผู้ป่วยที่จำเป็นต้องใช้สามารถเบิกตรงจากองค์การเภสัชฯ ได้ หรืออาจให้มีหน่วยงานที่สนับสนุนยาตัวนี้ เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อ รพ.ต่างจังหวัดในการจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้กับสถานพยาบาลอื่นๆ ที่ทางต้นสังกัดได้ส่งตัวมารักษา
นางเรืองอุไร เรืองสุวรรณ วัย 34 ปี ผู้ปกครองของผู้ป่วยโรคพันธุกรรมแอลเอสดี กล่าวว่า หลังจากที่ลูกชายทั้ง 2 คนป่วยเป็นโรคนี้ และทำให้ลูกชายคนโตเสียชีวิตไปเมื่ออายุได้ 8 ปี ส่วนลูกชายคนเล็กที่มีอายุ 11 เดือน กำลังรับการรักษาโรคนี้อยู่ใน รพ.เด็ก ดังนั้นตนจึงต้องการเน้นในเรื่องของการรณรงค์ให้ทุกครอบครัว หันมาให้ความสำคัญเกี่ยวกับโรคดังกล่าว โดยเฉพาะการวางแผนครอบครัว เช่น การตรวจเลือดก่อนมีบุตร ซึ่งต้องตรวจให้ละเอียดไปถึงโรคทางพันธุกรรม หรือโครโมโซม ขณะเดียวกันการตรวจดังกล่าวต้องครอบคลุมไปถึงกลุ่มของผู้ที่มีรายได้น้อย เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่าทุกคนมีโอกาสเป็นโรคนี้ได้ และที่สำคัญอยากให้ยาที่รักษาโรคแอลเอสดีนี้ เข้าไปอยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายในแต่ละปีค่อนข้างสูง พูดง่ายๆ ว่าถ้ายานี้สามารถเข้าสู่ระบบบัญชียาหลักแห่งชาติได้ ก็จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายสำหรับผู้ปกครอง

6 เมษายน 2555

ลูกซนขนาดไหนเรียกว่า...ผิดปกติ


 ครอบครัวที่มีเด็กหลายคนอยู่รวมกัน อาจคงเคยตั้งข้อสังเกตว่าเด็กคนนี้ไม่ค่อยซน เลี้ยงง่าย คนนี้ซนมาก เลี้ยงยากหน่อย แต่อีกคนซนสุดๆ จนผู้เลี้ยงถึงกับออกปากบ่นว่าเหนื่อย (แต่ท่องไว้ เด็กซนคือเด็กฉลาด ไม่เป็นไรลูก ซนมากๆ หนูจะได้ฉลาดๆ) เมื่อเห็นข้อเปรียบเทียบจึงเกิดคำถามในใจว่า ซนมากแบบนี้ลูกเราผิดปกติหรือเปล่านะ จะเสี่ยงเป็นสมาธิสั้น หรือมีปัญหาทางพัฒนาการด้านใดหรือเปล่า
ก่อนไปพบกับคำตอบ ขอชวนคุณพ่อคุณแม่มาสังเกตพื้นอารมณ์ของลูกกัน เพราะความเข้าใจความต่างของเด็ก จะช่วยให้สามารถตอบสนองความต้องการของพวกเขาได้อย่างเหมาะสม
ลองสังเกตดู หนูอยู่กลุ่มไหน
                                         
พื้นอารมณ์ (Temperament) เป็นศาสตร์ที่ใช้อธิบายว่าทำไมเด็กแต่ละคนตอบสนองต่อเรื่องเดียวกันต่างกัน โดยพิจารณาที่ลักษณะเฉพาะตัวของเด็กเป็นหลัก สามารถแบ่งเป็น

• กลุ่มเด็กปรับตัวช้า 15 เปอร์เซ็นต์
• กลุ่มเด็กเลี้ยงง่าย 40 เปอร์เซ็นต์
• กลุ่มเด็กเลี้ยงยาก 10 เปอร์เซ็นต์
• กลุ่มเด็กที่มีความผสมผสานหลายๆ แบบ 35 เปอร์เซ็นต์

กลุ่มเด็กปรับตัวช้า
เมื่อเจอสิ่งใหม่ๆ เด็กบางคนอาจจะถอย ร้องไห้ หรือต้องใช้เวลามากกว่าจะกล้าเข้าหา เด็กบางคนมีลักษณะขี้อาย ขี้กังวล เมื่อไปเจอสิ่งใหม่ๆ หรือคนแปลกหน้า จะยังไม่ตอบสนองในช่วงแรก ต้องใช้เวลาทำความคุ้นเคยว่าสิ่งนั้นเป็นเรื่องแปลกใหม่สำหรับเขา
กลุ่มเด็กเลี้ยงยาก-เลี้ยงง่าย
อาศัยลักษณะบางอย่างในการจำแนกประเภท ซึ่งบางพฤติกรรมก็อาจจะเป็นปัญหาที่คุณพ่อคุณแม่หลายท่านเป็นกังวลอยู่แล้ว เช่น
ลักษณะการเคลื่อนไหว เด็กๆ แต่ละคนมีการเคลื่อนไหวที่เป็นลักษณะเฉพาะบุคคล สังเกตว่าเด็กในกลุ่มที่เราเรียกว่าเลี้ยงยาก มักจะเคลื่อนไหวมาก ยุคยิก ไม่อยู่นิ่ง ชอบเดินไปเดินมา จนเป็นปัญหาว่าคุณแม่ไล่ตามไม่ทัน ส่วนเด็กที่อยู่ในกลุ่มเลี้ยงง่าย  ก็มักจะเป็นเด็กที่มีการเคลื่อนไหวน้อย ชอบนั่งเล่นนิ่งๆ อยู่กับที่ ไม่ชอบเคลื่อนไหว พวกเด็กเลี้ยงง่ายบางคนก็มีการเคลื่อนไหวปานกลาง
ความสม่ำเสมอของสรีรวิทยา เป็นลักษณะการปรับตัวของร่างกายลูกต่อการทำกิจวัตรประจำวันต่างๆ เช่น กินเป็นเวลา ถึงเวลานี้จะหิว นอนเป็นเวลา ถึงเวลานี้จะง่วง รู้จักกลางวัน กลางคืน นอนหลับได้ยาว ไม่ตื่นมากวนตอนดึก มากนักมีความสม่ำเสมอในตัวเอง ถือว่าเป็นเด็กเลี้ยงง่าย พฤติกรรมเมื่อเจอสิ่งใหม่ เด็กเลี้ยงง่ายบางคนเมื่อเจอสิ่งใหม่ก็สามารถตอบสนองได้เร็ว เข้าหาได้เลย ไม่มีอาการกลัวหรือเขินอาย แต่ในขณะที่บางคนมักจะถอยออก แล้วใช้เวลาสักระยะในการปรับตัว การดูว่าลูกอยู่ในกลุ่มใดจึงควรสังเกตว่าเขาปรับตัวง่าย หรือปรับตัวยาก
ลักษณะการแสดงอารมณ์ เด็กเลี้ยงยากบางคนถ้าเจออะไรที่ไม่ชอบก็จะตอบสนองด้วยพฤติกรรมที่ค่อนข้างรุนแรง เช่น ทำเสียงดัง โวยวาย แต่เด็กบางคนเมื่อเจอสถานการณ์เดียวกันก็อาจจะอยู่นิ่งๆ ทำเฉย ไม่ได้แสดงออกด้วยพฤติกรรมที่รุนแรงแต่อย่างใด อาจเป็นอาการให้คุณแม่สังเกตว่าไม่พอใจเพียงทำสีหน้าเล็กน้อยเท่านั้น
                                             
สมาธิ ความสามารถในการจดจ่อของเด็กแต่ละคนแตกต่างกัน บางคนถูกเบี่ยงเบนง่าย เล่นเพลินๆ มีเสียงดังนิดหน่อยก็ตกใจแล้ว แต่บางคนกลับไม่เป็นอะไร สามารถเล่นต่อ หรือหลับต่อได้อย่างสบาย ทั่วไปแล้วในเด็กเล็กๆ การใช้สมาธิจดจ่อกับบางสิ่ง จะทำได้แค่ในระยะสั้นๆ ประมาณ 5 นาทีถือว่าดีแล้ว และจะค่อยๆ อยู่ได้นานขึ้นตามวัยตัวอย่างข้างต้นเป็นหลักคร่าวๆ ในการสังเกตว่าลูกของคุณพ่อคุณแม่จัดอยู่ในกลุ่มใด ซึ่งการสังเกตรายละเอียดต่างๆ นี้จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่เข้าใจพื้นอารมณ์ของเขา และมีวิธีตอบสนองเขาได้ดีมากขึ้น เช่น หากลูกเป็นเด็กเลี้ยงง่าย คุณแม่ก็อาจไม่ต้องเหนื่อยปรับตัวกับเขามาก แต่ถ้าลูกเราอยู่ในกลุ่มเด็กเลี้ยงยาก ก็อาจต้องเพิ่มระดับความอดทนต่อพฤติกรรมี่ไม่สม่ำเสมอของเขา หรือมีความใจเย็นมากขึ้นเพื่อให้เวลาลูกสำหรับปรับตัวเข้ากับสิ่งใหม่ๆ
ซนขนาดนี้ ผิดปกติหรือเปล่า
เด็กบางคนอาจซนมาก เกิดความลำบากในการเลี้ยงดู จนคุณแม่กังวลว่าลูกผิดปกติหรือไม่ ซึ่งในวัยเตาะแตะ ความซนส่วนหนึ่งเป็นพฤติกรรมอยากรู้อยากเห็น และอยากทำสิ่งต่างๆ ด้วยตนเอง ต้องการให้ผู้ใหญ่ตอบสนองอย่างเหมาะสม สำหรับความผิดปกติอาจพิจารณาได้ 2 ลักษณะคือ

1. ปัญหาซนสมาธิสั้น การสังเกตความเสี่ยงสมาธิสั้นจะมองภาพคร่าวๆ ว่าลูกเกิดอุบัติเหตุบ่อยหรือไม่ ผู้เลี้ยงมีความลำบากในการเลี้ยงมากน้อยเพียงไร หรือเขาเล่นโลดโผนรุนแรงไม่กลัวอันตรายเลย หรือจดจ่อกับอะไรได้ไม่นานหรือไม่
โดยทั่วไป แม้ลูกจะมีพฤติกรรมที่อยู่ในขั้นซนมาก ดูเหมือนว่าเป็นเด็กสมาธิสั้น แต่แพทย์จะยังไม่วินิจฉัยว่าเด็กวัยเตาะแตะเป็นสมาธิสั้น เพราะวัยนี้ยังสามารถปรับพฤติกรรมให้ดีขึ้นได้ โดยอาศัยความใจเย็นอดทน เช่น หากลูกเล่นของเล่นแล้วมีคนอยู่ด้วย คุณแม่พูดชักชวนให้เขาเล่นต่อ โน้มน้าวว่า เล่นแบบนี้หนูเก่ง ตบมือชม แล้วชวนให้ลูกเล่นต่อ ก็จะสามารถเล่นได้นานมากขึ้น เพราะลูกรู้สึกว่า ทำแบบนี้เขาได้รับการยอมรับ เด็กที่มีสมาธิดี อาจให้เวลาเขาให้เขาทำเอง 2 นาที จึงค่อยให้แรงเสริม แต่เด็กบางคนครึ่งนาทีก็ต้องให้แรงเสริมแล้ว  ระยะเวลาในการเสริมแรงขึ้นอยู่กับความสามารถในการจดจ่อของเด็กแต่ละคน การติดตามดูแลสังเกตพฤติกรรมเด็กที่ซนอย่างต่อเนื่องจึงเป็นสิ่งสำคัญ
2. เด็กที่มีปัญหาพัฒนาการ เช่น เด็กที่มีพัฒนาการล่าช้าโดยรวมเด็กที่บกพร่องทางภาษา กลุ่มอาการออทิสติก เป็นต้น การสังเกตความเสี่ยงออทิสติก จะพิจารณาว่า ลูกมีพฤติกรรมไม่ค่อยมองหน้าสบตาไม่รับรู้ต่ออารมณ์ ซนไม่สนใจใคร มีพัฒนาการทางสังคม ภาษาและการสื่อสารที่ช้า ไม่ค่อยเข้าใจสิ่งที่แม่พูดเลยหรือไม่ เพราะเด็กวัยนี้ถึงแม้จะพูดได้ไม่มากนัก อาจจะเริ่มพูดเป็นคำๆ หรือพูดเป็นวลี เป็นประโยค แต่เด็กจะมีความเข้าใจภาพอสมควรทำตามคำสั่งได้ ฟังสิ่งที่เราพูดเข้าใจได้ แต่ถ้าลูกไม่เข้าใจสิ่งที่แม่พูดมาตลอด ก็แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจสอบว่า ลูกมีปัญหาพัฒนาการด้านอื่น หรือมีอาการของออทิสติกหรือไม่ เพื่อเข้ารับการบำบัดต่อไป


ขอขอบคุณข้อมูลจาก
Mother & Care