30 มีนาคม 2555

ทำไมลูกชอบตื่นร้องกลางดึก


เด็กส่วนหนึ่งยังตื่นร้องกลางคืนไปเรื่อยๆ ปัญหานี้เกิดจากการที่พ่อแม่ให้นมลูกบ่อยเกินไปในตอนกลางวัน หรือให้นมทุกครั้งที่ลูกร้อง กลางคืนลูกก็ตื่นร้องบ่อยเพื่อกินนมเหมือนช่วงกลางวัน 


                      
เฟรมเป็นเด็กน้อยอายุ 2 ขวบ คุณพ่อคุณแม่พามาปรึกษาด้วยเรื่อง ชอบตื่นมาร้องกลางดึก เฟรมนอน ประมาณ 3 ทุ่ม แต่มักตื่นขึ้นมาร้อง 3 - 4 รอบต่อคืน

ผมได้ถามว่า แล้วคุณพ่อคุณแม่ทำอย่างไรเวลาลูกร้องคุณพ่อบอกว่ามักอุ้มขึ้นมา บางครั้งก็พูดคุยและปลอบ เปิดไฟในห้องนอน เอานมขวดให้กินทุกครั้ง บางทีถ้าไม่หยุดร้องอีก คุณพ่อคุณแม่ก็สลับกันอุ้มพาเดินรอบห้องนอนจนกว่าจะหลับคาอก แล้วจึงไปวางที่นอน แต่บางครั้งหลับได้ 1 - 2 ชั่วโมงก็ไม่วายตื่นร้องอีก
ปัญหาการนอนนี่ พบได้บ่อยครับ เด็กบางคนแยกที่นอนกับพ่อแม่ ก็มักจะตื่นร้อง แล้วปืนขึ้นเตียงพ่อแม่หรือมานอนที่นอนกับพ่อแม่จนเช้า คนที่มีอาชีพที่ต้องอยู่เวร คงเข้าใจดีถึงการอดหลับ อดนอนว่าเป็นอย่างไรนะครับ อยู่เวรวันนี้ ยังไงพรุ่งนี้ก็ยังได้นอนพัก แต่ใครที่มีลูกเล็กๆ ที่มีปัญหาการนอนจะแย่กว่ามากเพราะมันเป็นประสบการณ์อยู่เวร อยู่ยามทุกคืน โดยไม่มีวันได้หยุดพักเลยครับ เมื่อลูกตื่น พ่อแม่ก็ต้องตื่น (พ่อบางคนอาจไม่ตื่น แต่คนเป็นแม่ตื่นแน่) อดนอนหลายคืนแล้ว ทุกเช้าก็ต้องไปทำงานตามปกติ เล่นเอาคุณพ่อคุณแม่หลายคนถึงกับโทรม เดินไปทำงานแบบเบลอๆ เลยครับ ปัญหาการนอนของลูกอาจเริ่มตั้งแต่รับลูกมาจากโรงพยาบาลจนบางทีไปถึงวัยอนุบาลก็ได้ครับ เราลองมาทำความเข้าใจเรื่องการนอนของเด็กกันดีกว่านะครับ


                                
การนอนกับพัฒนาการตามวัย
การนอนก็เป็นส่วนหนึ่งของพัฒนาการเด็กครับ จากการศึกษาวิจัย เด็กทารกจะใช้เวลากับการนอนมากถึง 16 ชั่วโมงต่อวัน โดยมักตื่นร้องทุก 3 - 4 ชั่วโมง ซึ่งสัมพันธ์กับความหิว เนื่องจากเด็กทารกต้องกินนมทุก 3 - 4 ชั่วโมงนั่นเอง ดังนั้นจึงไม่แปลกที่เด็กทารกจะตื่นกลางคืนทุก 3 - 4 ชั่วโมง ในช่วงนี้คุณพ่อคุณแม่คงต้องทนเหนื่อยไปก่อนครับ แต่เมื่อเด็กโตขึ้นก็จะหลับกลางคืนได้นานขึ้น โดยพบว่าร้อยละ 70 ของเด็กอายุ 3 เดือนจะเริ่มหลับยาวได้เกือบตลอดคืน และที่อายุ 4 เดือนเด็กหลายคนจะหลับต่อเนื่องได้ถึง 8 ชั่วโมง ดังนั้นพอลูกอายุ 3 - 4 เดือนคุณพ่อคุณแม่หลายคนก็จะเริ่มสบายขึ้น แต่ก็พบว่าเด็กส่วนหนึ่งยังตื่นร้องกลางคืนไปเรื่อยๆ ปัญหาส่วนหนึ่งเกิดจากการที่พ่อแม่ให้นมลูกบ่อยเกินไป เช่นในตอนกลางวันพ่อแม่ให้นมลูกทุก 1 - 2 ชั่วโมง หรือให้นมทุกครั้งที่ลูกร้องเด็ก กลางคืนลูกก็ตื่นร้องบ่อยเพื่อกินนมเหมือนช่วงกลางวัน (Trained night feeders) อีกปัญหาหนึ่งเกิดจากการที่พ่อแม่ตอบสนองต่อการตื่นของลูกทุกครั้งด้วยการให้นม (Trained night crier) อันนี้พบบ่อยมากจริงๆ ครับ คือเวลากลางคืน ถ้าลูกร้อง ไม่ว่าจะร้องดัง หรือแค่ร้องแอ๊ะๆ ก็รีบเอาขวดนมใส่ปากทันที ถ้าทำอย่างนี้เด็กจะถูกฝึกให้ตื่นร้องมากินนมกลางคืนไปตลอด คราวนี้ล่ะครับ แทนที่จะได้หลับยาวๆ ตามที่ควรจะเป็น ก็เลยร้องตื่นคืนละ 3 - 4 รอบ ทำให้พ่อแม่อดหลับอดนอนไปตามๆ กัน เหมือนอย่างกรณีของเฟรม
การที่เราเอาขวดนมใส่ปากแล้วเด็กทารกหยุดร้องชั่วคราวนั้นเกิดจากกลไกทางระบบประสาทที่เรียกว่ารีเฟลกซ์ (Sucking reflex) ครับ โดยเมื่อมีวัตถุเช่นจุกนมหรือหัวนมแม่เข้ามาสัมผัสในปาก ระบบประสาทจะสั่งให้เกิดการดูดโดยอัตโนมัติ เมื่อต้องดูดก็ต้องหยุดร้อง เพราะไม่มีใครสามารถดูดไปด้วยร้องไปด้วยในเวลาเดียวกัน เหตุการณ์ซ้ำๆ แบบนี้ล่ะครับ จะทำให้พ่อแม่หลายคนคิดว่าลูกร้องเพราะหิว เพราะเอานมใส่ปากทีไร ก็หยุดร้องทุกที เด็กเองก็ถูกฝึกให้คุ้นเคยกับการตื่นขึ้นมากินนมตอนกลางคืน ดังนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงเงื่อนไขนี้เมื่อลูกร้องกลางคืนก็ควรปฏิบัติตามขั้นตอนเช่นหาสาเหตุก่อน เช่นเปียกอุจจาระ ปัสสาวะหรือไม่ อากาศร้อน เย็นเกินไป ถ้าไม่เจอสาเหตุลองตบก้นให้หลับหรืออุ้มปลอบดูก่อน ถ้าไม่หยุดจริงๆ อาจให้ดูดน้ำจากขวดนม เด็กหลายคนก็จะหลับต่อได้ โดยไม่ต้องให้นม ร่วมกับทำตามข้อปฏิบัติเพื่อการนอนที่ดีของลูกดังนี้

ให้ลูกหลับบนเบาะหรือเตียงเสมอ ไม่อุ้มเดินให้เด็กหลับคาอกแล้วจึงเอาไป วางบนเบาะ คุณพ่อคุณแม่บางคนเมื่อลูกร้องมักจะอุ้มไปมาเป็นชั่วโมงๆ ให้ลูกหลับคาอกขณะอุ้ม ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ไม่ถูกต้องครับ วันหลังก็ต้องทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ พ่อแม่บางคนปวดหลังไปเลย เพราะลูกโตขึ้น ก็หนักมากขึ้นเรื่อยๆ
จัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะกับการนอนหลับเช่น เงียบ ไม่มีเสียงรบกวน ปรับอากาศให้เย็นสบาย มืด ปิดไฟนอน ไม่เปิดไฟหรือเปิดทีวีในห้องนอนทิ้งไว้
ก่อนเข้านอนไม่กระตุ้นหรือเล่นกับลูกมากเกินไป คุณพ่อบางคนทำงานมาก กลับบ้านดึก มาถึงก็พยายามเล่นกับลูกการเล่นกับลูกก็ดีอยู่ครับ แต่ถ้าเล่นใกล้เวลาเข้านอนมาก หรือเล่นจนเด็กสนุกตื่นเต้นมากเกินไป อาจมีผลต่อการนอนหลับได้

ในกรณีของเฟรม หลังจากคุณพ่อคุณแม่เข้าใจที่มาของปัญหาแล้ว สรุปว่าเฟรมถูกตั้งเงื่อนไขในการนอนไว้ดังนี้คือตื่นขึ้นมาต้องมี
1. พ่อแม่กอดตามด้วยการอุ้มเดิน และเปิดไฟ
2. เสียงเรียกหรือพูดคุยของพ่อแม่
3. ที่สำคัญต้องมีนมขวดให้
4. หลับบนอก บนตักหรือขณะพ่อแม่อุ้มอยู่

คุณพ่อคุณแม่ก็ค่อยๆ ถอนการตอบสนองออกทีละอย่าง เริ่มจากคุณพ่อคุณแม่ไม่พาเดินรอบห้อง    อีก 2 – 3 วันต่อมาเริ่มไม่เปิดไฟ ไม่พูดคุย พยายามให้หลับบนที่นอนตัวเอง ต่อมาก็พยายามจะไม่อุ้มขึ้นมา ต่อมาอีก 2 - 3 วันก็ค่อยๆ ลดความถี่ในการให้นมขวด บางทีก็เริ่มให้น้ำเปล่าแทนนมขวด จากนม 4 ขวดต่อคืนก็ลดเหลือ 3 2 1 ขวด ใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ เฟรมก็เริ่มร้องน้อยลงและไม่ค่อยตื่นกลางคืนแล้วลูกนอนดึก ตื่นสาย

แทบไม่น่าเชื่อว่าผมได้พบเด็กชายอายุ 2 ปีอีกคนหนึ่งที่นอนดึกมาก คือกว่าจะนอนเกือบตี 1 แล้วไปตื่นเอา 10 โมงเช้า รายนี้พ่อแม่ขายของกลางคืน เลยเลิกงานดึกเกือบเที่ยงคืน ลูกก็รอเล่นด้วย พอจะปิดไฟให้นอน ลูกก็ร้องไห้ ไม่ยอม จะเล่นต่อ พ่อแม่เห็นลูกร้องมากก็ตามใจ เด็กก็เริ่มนอนดึกขึ้นเรื่อยๆ หรือบางทีปัญหาการนอนของลูกอาจเกิดจากคุณพ่อคุณแม่บางคนมีพฤติกรรมนอนดึกอย่างอื่นเช่นชอบนั่งดูทีวี หรือเล่นคอมพิวเตอร์จนดึก  เด็กมักคุ้นเคยกับการนอนดึกตามไปด้วย   ผลเสียของการนอนดึกเกี่ยวข้องกับฮอร์โมนที่เกี่ยวกับการเจริญเติบโต (Growth hormone) ซึ่งจะหลั่งออกมาในสมองเฉพาะเวลานอนหลับตอนกลางคืนเท่านั้น มันจะไม่หลั่งเวลาเช้าหรือสายๆ ดังนั้นเด็กที่ไม่นอนกลางคืน แต่มานอนกลางวัน ฮอร์โมนนี้จะหลั่งออกมาน้อยอาจมีผลกระทบการเจริญเติบโตได้ ดังนั้นเด็กจึงไม่ควรนอนดึกเกิน 4 ทุ่มครับ สำหรับเด็กที่นอนผิดเวลาไปแล้ว อาจปรับพฤติกรรมโดยลองปลุกลูกให้เช้ากว่าปกติ เช่นปกติตื่น 10 โมงเช้าก็ค่อยๆ ปลุกเร็วขึ้นเป็น 9 โมงครึ่ง วันต่อไปก็เป็น 9 โมงเช้า เด็กอาจง่วงนอนตอนกลางคืนเร็วขึ้น เราก็พยายามค่อยๆ เอาลูกเข้านอนเร็วขึ้นเช่นเคยนอนเที่ยงคืน ก็เลื่อนลงเป็น 5 ทุ่มครึ่ง เป็น 5 ทุ่ม  พร้อมกับจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะกับการนอนหลับอย่างที่แนะนำไปแล้วตอนต้น
นอกจากนี้เด็กส่วนใหญ่จะมีการนอนกลางวัน     ซึ่งปกติแล้วเด็กทารกมักมีนอนกลางวัน (nap) ประมาณ 1 - 2 ครั้งต่อวัน ครั้งละ 1 - 2 ชั่วโมง ส่วนเด็กอายุ 2 - 3 ปีก็จะมีนอนกลางวัน ประมาณ 1 ครั้งต่อวัน ถ้าเด็กมีปัญหานอนดึก ให้ลองสำรวจว่านอนกลางวันกี่ครั้ง เวลาใดบ้าง ที่ผมเคยเจอบ่อยๆ ก็คือเด็กบางคนมีนอนกลางวัน 2 ครั้ง ครั้งที่ 2 อาจเป็นตอนเย็นหรือหัวค่ำ เช่นถ้านอนตอน 6 โมงเย็นถึง 1 ทุ่มไปแล้ว ก็จะทำให้เด็กนอนดึกขึ้นเช่นนอน5 ทุ่มหรือเที่ยงคืน ดังนั้นควรปรับการนอนกลางวันให้เหลือครั้งเดียว เอาเฉพาะที่ง่วงจริงๆ และเลื่อนเวลานอนตอนเย็นหรือหัวค่ำไปเป็นนอนช่วงบ่ายแทน

                   
ปัญหาการนอนในเด็กเป็นเรื่องที่พบได้บ่อย และแตกต่างจากปัญหาการนอนของผู้ใหญ่ ถ้าคุณพ่อคุณแม่ให้ความสำคัญกับการนอนของลูก คอยป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้น หรือถ้ามีปัญหาก็ปรึกษาแพทย์เพื่อคำแนะนำที่ถูกต้อง ถ้าทำได้อย่างนี้ก็จะช่วยให้พัฒนาการและสุขอนามัยของลูกดีขึ้นและพ่อแม่ก็ไม่เครียด ได้นอนหลับพักผ่อนตามลูกไปด้วยครับ

น.พ. กมล แสงทองศรีกมล
กุมารแพทย์ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น


24 มีนาคม 2555

ลูก...ขโมยของเพื่อนมาหรือเปล่า?



      มีอีเมล์ จากคุณแม่ท่านหนึ่งปรึกษาปัญหามาว่า “ลูกชายอยู่อนุบาล 2 ค่ะ ดิฉันสังเกตเห็นว่าแกชอบมีดินสอ ยางลบที่ไม่ใช่ของแกเอง ติดกระเป๋ากลับบ้านมาเสมอ เมื่อแม่ถาม แกจะบอกว่าเพื่อนให้ ดิฉันจึงสอนแกว่า ไม่ควรเอาของเพื่อนมา เพราะลูกก็มีอยู่แล้ว แต่ดิฉันจะไม่ตามใจซื้อให้ทุกอย่าง จะสอนให้ใช้และมีเท่าที่จำเป็นเท่านั้น แต่ก็ยังเห็นของชิ้นใหม่ๆ กลับมาเสมอ ควรถามลูกยังไงดีคะ   ไม่อยากถามว่าลูกขโมยมาหรือเปล่า เครียดมากค่ะ”
จากคำถามของเหตุการณ์ซึ่งเกิดขึ้นจริงนี้ทำให้คุณพ่อคุณแม่กังวลว่าลูกชาย ลูกสาวจะเป็นหัวขโมยหรือเปล่า สำหรับเด็กเล็กๆ (อายุ 1 - 3 ขวบ) นั้น การฉวยหยิบสิ่งของบางอย่างที่ตนเองสนใจติดมือมา ถือเป็นเรื่องปกติ อาจไม่ใช่การขโมยแบบจงใจ จนกว่าเด็กจะอายุ 3 - 5 ปี จึงจะเริ่มเข้าใจว่าการเอาสิ่งของของคนอื่นไป เป็นเรื่องที่ผิดและไม่ควรทำ คุณพ่อคุณแม่จึงควรสอนลูกเรื่องของสิทธิส่วนบุคคลและการเคารพสิทธิของผู้อื่น  คุณพ่อคุณแม่ควรเป็นแบบอย่างที่ดีในเรื่องสิทธิส่วนบุคคล 
ตัวอย่างที่พบบ่อยคือ เวลาที่มีการโทรศัพท์สั่งอาหารเข้ามากินที่บ้าน เช่น พิซซ่า (เดลิเวอรี่) แล้วคุณแม่ก็ใช้ให้ลูกไปหยิบเงินในกระเป๋าคุณพ่อ เพื่อเอาไปจ่ายให้พนักงานเลย อาจไม่เป็นแบบอย่างที่ดีในเรื่องสิทธิส่วนบุคคล วิธีที่เหมาะสมคือคุณแม่ควรบอกให้ลูกเดินไปบอกคุณพ่อให้หยิบเงินให้ หรือหากคุณพ่ออนุญาต จึงค่อยไปหยิบเอง นอกจากนี้เงินทองในบ้านควรเก็บให้เป็นที่ ในที่ปลอดภัย เช่น ใส่เข้าลิ้นชักเสมอ ไม่ควรวางไว้ในที่สาธารณะในบ้าน เช่น บนโต๊ะในห้องรับแขก หรือโต๊ะในห้องนอนพ่อแม่ นอกจากไม่ได้ปลูกฝังเรื่องสิทธิส่วนบุคคลแล้ว ยังทำให้เด็กที่แนวโน้มมีพฤติกรรมขโมยอยู่แล้วอาจหยิบฉวยได้ง่ายขึ้น 
สาเหตุการขโมย 
ถึงแม้ว่าเด็กโตหรือวัยรุ่นจะรู้แล้วว่าการขโมยหรือหยิบฉวยสิ่งของของผู้อื่นมาเป็นความผิด แต่ยังมีพฤติกรรมขโมยอยู่ อาจเกิดจากสาเหตุหลายอย่างดังต่อไปนี้ 
1. เด็กบางคนอาจขโมยสิ่งของที่อยากได้ เพื่อให้ตัวเองมีเท่าเทียมกับพี่น้อง หรือเพื่อนๆ เด็กบางคนเห็นเพื่อนมีของพิเศษบางอย่าง ก็ขโมยของเพื่อให้มีเหมือนเพื่อนที่โรงเรียน โดยเฉพาะในสังคมปัจจุบันซึ่งมีปัญหาวัตถุนิยมมากอยู่แล้ว จึงเป็นการขโมยเพราะตนเองไม่มีเท่าเทียมคนอื่นหรือเงินไม่พอใช้จ่าย 
2. เด็กบางคนอาจมีพฤติกรรมขโมย เพื่อแสดงความกล้าหาญให้เพื่อนเห็น  
3. ขโมยเพื่อจะได้นำสิ่งของนั้นมาให้ครอบครัวหรือเพื่อนๆ เพื่อจะได้รับการยอมรับจากเพื่อนๆ มากขึ้น 
4. ขโมยเพื่อความอิสระ ไม่ต้องการพึ่งพาผู้อื่น ดังนั้น เขาจึงหยิบฉวยทุกสิ่งที่ต้องการ 
5. ขโมยเพื่อเรียกร้องความสนใจ ในกรณีนี้เด็กอาจขโมยเพื่อแสดงความโกรธ ไม่พอใจหรือต้องการแก้แค้นพ่อแม่ เป็นขโมยเเพื่อทำร้ายพ่อแม่ทางอ้อม เนื่องจากรู้ว่าพ่อแม่ต้องเดือดร้อนจากพฤติกรรมของตนเอง 
6. การขโมยสิ่งของเพื่อชดเชย ทดแทนความรักความอบอุ่นที่ขาดหายไป เด็กกลุ่มนี้มักเป็นเด็กที่ขาดรัก พ่อแม่จึงควรให้ความสำคัญและทำให้เด็กรู้สึกว่าเป็นสมาชิกคนสำคัญของครอบครัว 
หากผู้ปกครองปฏิบัติต่อลูกหลานอย่างถูกต้อง พฤติกรรมขโมยนี้ ส่วนใหญ่จะดีขึ้นเมื่อเด็กเติบโตขึ้น 

                   
วิธีปฏิบัติเวลาลูกเวลาลูกขโมย หรือจงใจหยิบฉวยสิ่งของของคนอื่นมา 
• ควรสอนบอกลูกว่าการขโมย หรือจงใจเอาสิ่งของของคนอื่นมาเป็นสิ่งไม่ควรกระทำ เป็นความผิด 
• ช่วยเหลือลูกให้นำสิ่งของนั้นไปคืนให้เพื่อน เช่น บอกลูกว่า พรุ่งนี้เราไปหาเพื่อนซึ่งเป็นเจ้าของสิ่งของนั้นกัน คืนสิ่งของนั้นให้เพื่อนและกล่าวคำขอโทษ ถ้าจะให้ดี คุณพ่อหรือคุณแม่ควรยืนร่วมอยู่ในที่นั้นด้วย อาจช่วยลูกพูดหรือจะได้ช่วยชี้แจงให้เพื่อนของลูกเข้าใจและป้องกันความขัดแย้ง 
• ส่งเสริมให้ลูกตระหนักและเคารพถึงสิทธิส่วนบุคคล (sense of property rights) เช่น ของเล่นควรเก็บเข้าที่ ไม่รื้อค้นของของคนอื่น และพ่อแม่ควรทำเป็นตัวอย่างในเรื่องการเก็บรักษาของมีค่า เช่น เงินไม่ว่าจะเป็นธนบัตร หรือเศษเงินควรเก็บให้เป็นที่ หรือเก็บเข้าลิ้นชัก 
• ต้องมั่นใจว่าลูกไม่ได้รับผลประโยชน์ใดๆ จากการขโมย ไม่ว่าในกรณีใดๆ ทั้งสิ้น 
• ในเด็กอนุบาลควรหลีกเลี่ยงการดุว่า และไม่ควรพูดตำหนิโดยคาดเดาว่าโตขึ้น ต้องเป็นคนไม่ดี เป็นหัวขโมยแน่ๆ 
• ทำความเข้าใจกับลูกว่า พฤติกรรมนี้ไม่เป็นที่ยอมรับในครอบครัวของเราและนอกจากนี้ยังไม่เป็นที่ยอมรับในสังคมอีกด้วย 
• เมื่อลูกได้คืนสิ่งของนั้นไปยังเพื่อนหรือร้านค้าแล้ว คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรพูดถึงเรื่องนี้อีก ควรเริ่มต้นกันใหม่ โดยถือที่เด็กยังไม่มีมลทินติดตัว 


สัญญาณอันตราย 
หากลูกหลานยังคงมีพฤติกรรมหยิบสิ่งของของผู้อื่นมาอย่างต่อเนื่อง พฤติกรรมนี้อาจเป็นสัญญาณอันตรายของปัญหาของพัฒนาการทางอารมณ์ของเด็กหรือปัญหาในครอบครัวที่รุนแรง นอกจากนั้นเด็กที่มีพฤติกรรมขโมยของซ้ำๆ อาจมีปัญหาดังต่อไปนี้ 
• จะมีความยากลำบากในการไว้เนื้อเชื่อใจผู้อื่นหรือมีปัญหาในการสร้างความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับผู้อื่น 
• แทนที่จะรู้สึกผิด เด็กอาจกล่าวโทษผู้อื่นแทน และโต้แย้งว่า “เป็นเพราะเขาไม่ให้สิ่งซึ่งผมต้องการดีๆ  ผมก็เลยขโมยเสียเลย”
เด็กที่มีปัญหาพฤติกรรมดังกล่าวควรส่งปรึกษาจิตแพทย์เด็กทันทีครับ 
อย่างไรก็ตามปัญหาพฤติกรรมขโมยหรือหยิบสิ่งของของผู้อื่นมา ส่วนใหญ่แล้วมักมีรายละเอียดที่ต้องพูดคุยกัน และมีความแตกต่างกันของปัญหาในแต่ละครอบครัว ทางที่ดีควรปรึกษาจิตแพทย์เด็กหรือกุมารแพทย์ด้านพัฒนาการ จะดีกว่าจัดการปัญหาด้วยตัวเองครับ

ขอขอบคุณ ข้อมูลจากโรงพยาบาลกรุงเทพ
เรื่อง : น.พ.กมล แสงทองศรีกมล กุมารแพทย์ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น

20 มีนาคม 2555

ลูกโตขึ้น มีเนื้อฟันที่แข็งแรง


“การดูแลเพื่อให้ลูกมีฟันดีนั้น ควรเริ่มต้นตั้งแต่เมื่อตั้งครรภ์ครับ เพราะฟันน้ำนมของลูกจะมีการสร้างตัวของฟัน ตั้งแต่แม่มีอายุครรภ์ได้ประมาณ 2 เดือน และอีก 2 เดือนต่อมาจึงเริ่มมีการเพิ่มแร่ธาตุในตัวฟัน การสร้างตัวของฟันนั้นก็ต้องการสารอาหารหลายชนิด เช่นเดียวกับการเจริญเติบโตของร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แร่ธาตุจำพวกแคลเซียม ฟอสฟอรัส ซึ่งจะมีผลให้ชั้นเคลือบฟันและเนื้อฟันมีความแข็ง
...ดังนั้น การเตรียมตัวที่สำคัญก็คือ คุณแม่ควรรับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ เพิ่มการรับประทานอาหารที่มี แคลเซียม ฟอสฟอรัสมากๆ ซึ่งจะมีผลต่อการสร้างฟันของทารก เช่น นมไข่ ปลาเล็กปลาน้อย เป็นต้น”
   
           
“ปัจจัยที่ควรคำนึงถึง ในเรื่องอาหารของลูกก็คือ หนึ่ง ลักษณะอาหาร อาหารที่เหนียวติดฟันนาน จะทำให้เกิดกรดในช่องปาก เป็นเวลานาน ได้แก่ กะละแม ทอฟฟี่ เพราะต้องใช้เวลานาน กว่าน้ำลายจะชะล้างออกจากฟันได้
...สอง ความบ่อยครั้งของการรับประทานอาหาร ทุกครั้งที่เรารับประทานอาหาร อาหารพวกแป้งและน้ำตาลจะเกิดกรก ในแผ่นคราบจุลินทรีย์ประมาณ 20 นาที เพราะฉะนั้นถ้าเรารับประทานอาหารบ่อยครั้ง ก็จะทำให้เกิดกรดเป็นเวลานานต่อเนื่องกันได้ เช่น การรับประทานน้ำอัดลมบ่อยๆ รับประทานในมื้อหรือนอกมื้ออาหาร อาหารพวกแป้งและน้ำตาลที่รับประทานในมื้ออาหารจะมีผลเสียน้อยกว่ารับประทานชนิดเดียวโดดๆ เพราะในมื้ออาหารจะมีอาหารอื่นคลุกเคล้าด้วย เช่น กลุ่มเนื้อ และผัก ซึ่งต้องใช้แรงบดเคี้ยวค่อนข้างมาก น้ำลายก็จะหลั่งออกมา ชะล้างกรดที่เกิดขึ้นได้ดี และอาจมีน้ำแกงหรือน้ำประกอบช่วยเจือจางกรดที่เกิดขึ้น”
“เรื่องที่เป็นปัญหาอีกอย่างที่พบบ่อย ก็คือ พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมที่ก่อให้เกิดปัญหากับฟันในอนาคต นั่นคือ เด็กโดยทั่วไปมักชอบดูดนิ้วมือ และส่วนใหญ่จะเลิกก่อนอายุ 4 - 5 ขวบ แต่มีเด็กบางคนที่ยังติดเป็นนิสัย เด็กที่ดูดนิ้วมือต่อเนื่องไป จะมีผลต่อการขึ้นของฟัน และการเจริญของขากรรไกร ทำให้ฟันยื่นไม่สวย ฟันบน และฟันล่างสบกันไม่พอดี
...การจะให้เด็กเลิกดูดนิ้วมือ ไม่ควรหัวเราะเยาะ พูดค่อนแคะหรือบังคับให้เด็กเลิก ควรใช้วิธีการชักชวน ส่งเสริมอย่างเพื่อน ด้วยการเตือนใจหรือกระตุ้นให้เด็กเลิกนิสัยนั้น เช่น ให้เด็กได้รับการเตือนใจ โดยการวาดภาพสิ่งที่ชอบ ลงบนนิ้วมือ หรือการกระตุ้นด้วยการวางดาว บนตาราง ในแต่ละวันที่เขาไม่ได้ดูดนิ้ว หากมีการใช้วิธีการต่างๆ แล้วไม่ได้ผล ก็คงให้ทันตแพทย์ใส่เครื่องมือ เพื่อกันการดูดนิ้วมือให้เด็ก”
“การพาเด็กไปพบทันตแพทย์ครั้งแรก ควรเริ่มเมื่อฟันซี่แรกขึ้นในช่องปาก หรืออย่างช้าที่สุด ก็ควรเป็นช่วงที่เด็กมีฟันกรามน้ำนม ขึ้นมาในช่องปากแล้ว เมื่ออายุประมาณขวบครึ่ง ทันตแพทย์จะช่วยตรวจสภาพช่องปากของเด็ก ให้คำแนะนำ ในการดูแลอนามัยช่องปาก ที่เหมาะสมแก่เด็กแต่ละคน และผู้ปกครองยังสามารถถามถึงสิ่งที่ต้องการทราบ ในการดูแลฟันเด็กให้ดี ได้อย่างละเอียดด้วย
…เด็กทั่วไปมักมีความอยากรู้อยากเห็น เขาจะรับรู้เรื่องราวของทันตแพทย์ จากพ่อแม่และคนอื่นๆ คนเหล่านั้นมักบอกเล่าในทำนองว่า การไปหาทันตแพทย์จะต้องถูกฉีดยาหรือถอนฟันออก ซึ่งเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความเจ็บปวด เด็กก็จะสร้างภาพพจน์ของทันตแพทย์ ทั้งๆ ที่ยังไม่เคยพบเลย ดังนั้น พ่อแม่หรือคนใกล้ชิดเด็กควรที่จะสร้างความคิดทางด้านบวกเกี่ยวกับทันตแพทย์ให้เด็ก และในการไปพบทันตแพทย์ครั้งแรก ควรสร้างความรู้สึกที่ดีแก่เด็ก เช่น การที่ทันตแพทย์ทำความคุ้นเคยกับเด็ก และให้การดูแลฟันเด็กอย่างง่ายๆ ที่ไม่ทำให้เด็กเจ็บปวด เด็กก็จะไม่กลัวที่จะไปพบทันตแพทย์ในครั้งต่อไป ตัวอย่างที่พบบ่อยในหลายคลินิกก็คือ การแจกลูกโป่งและประทับดาวไว้แลกของรางวัลในกรณีที่เด็กน่ารัก ให้ความร่วมมือ ไม่ร้องไห้งอแง”

ดร.รัชภูมิ เผ่าเสถียรพันธ์
ทันตแพทย์

19 มีนาคม 2555

ฝนตกหนัก ระวังโรคมือ เท้า ปากให้ลูก


โรคมือ เท้า ปาก มักพบการระบาดในโรงเรียน ชั้นอนุบาลเด็กเล็ก หรือสถานรับเลี้ยงเด็ก โดยโรคดังกล่าวมีระยะฟักตัวประมาณ 1 สัปดาห์ และสามารถติดต่อกันได้โดยที่ยังไม่แสดงอาการ”

จะสังเกตอย่างไร ถ้าลูกมีภาวะโรคมือ เท้า ปาก ในเด็ก และมีอันตรายมากน้อยเพียงใด
“โรคมือ เท้า ปากเป็นโรคติดต่อที่พบบ่อยในเด็กโดยเฉพาะเด็กวัยเรียน โดยมีการระบาดช่วงฤดูฝน สาเหตุจากเชื้อไวรัสกลุ่มเอนเตอโรไวรัส ที่มีอยู่หลายสายพันธุ์ โดยไวรัสค็อกซากี เป็นสายพันธุ์ที่พบได้บ่อย ส่วนใหญ่มีอาการไม่รุนแรง แต่การระบาดของเชื้อโรคมือ เท้า ปาก ครั้งนี้มีระดับความรุนแรงเพิ่มขึ้น เนื่องจากเชื้อเอนเตอโรไวรัส 71 หรือ อีวี 71 ที่พบก่อโรคในเด็กกลุ่มอายุน้อยลง คือ อายุน้อยกว่า 2 ปี เมื่อได้รับเชื้อจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการรุนแรง มีไข้สูง อาเจียนมาก หายใจหอบ มีภาวะขาดน้ำ ความดันโลหิตต่ำจนช็อก ในกรณีที่มีสมองอักเสบร่วมด้วย มีอาการชักเกร็ง ซึม และเสียชีวิตได้
…โรคมือ เท้า ปาก มักพบการระบาดในโรงเรียน ชั้นอนุบาลเด็กเล็ก หรือสถานรับเลี้ยงเด็ก โดยโรคดังกล่าวมีระยะฟักตัวประมาณ 1 สัปดาห์ และสามารถติดต่อกันได้โดยที่ยังไม่แสดงอาการ โดยเชื้อไวรัสก่อโรคมือเท้า ปาก สามารถแพร่ผ่านทางระบบทางเดินอาหารและการหายใจ และติดต่อโดยตรงจากการสัมผัสน้ำมูก น้ำลาย และอุจจาระของผู้ป่วย ตลอดจนการติดต่อโดยอ้อมจากการสัมผัสผ่านของเล่น มือผู้เลี้ยงดู น้ำและอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อโรคชนิดนี้
...อาการแสดงออกของโรคมือ เท้า ปาก ในเด็กจะมีอาการไข้ เจ็บปาก น้ำลายไหล กินอาหารได้น้อย เนื่องจากมีแผลที่กระพุ้งแก้มและเพดานปาก มีผื่นเป็นจุดแดงหรือตุ่มน้ำใสที่บริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า รอบก้นและอวัยวะเพศ อาจมีผื่นตามลำตัว แขนและขา อาการดังกล่าวมักมีเกิดขึ้นประมาณ 2-3 วันและดีขึ้นจนหายได้ใน 1 สัปดาห์ โดยส่วนใหญ่มีอาการไม่รุนแรง
...อย่างไรก็ดี โรค มือเท้าปากโดยทั่วไปไม่น่ากลัว สามารถหายป่วยได้เอง มีเพียงส่วนน้อยที่มีอาการรุนแรง จากเชื้ออีวี 71 ที่ทำให้สมองอักเสบร่วมกับระบบหายใจและระบบไหลเวียนเลือดล้มเหลว และเสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว เด็กที่มีอาการรุนแรงมักมีไข้สูง ซึมอ่อนแรง มือสั่น เดินเซ อาเจียนมาก หายใจหอบ และชัก หากพบอาการเหล่านี้ ควรรีบพาพบแพทย์โดยด่วน”
การรักษาโรคมือ เท้า ปาก ทำได้อย่างไร ควรป้องกันอย่างไรเพื่อให้ลูกห่างไกลจากโรคนี้
“แม้ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรคนี้ อีกทั้งโรคมือ เท้า ปาก ยังไม่มียารักษาจำเพาะ แต่สิ่งที่แพทย์ปฏิบัติ คือการรักษาตามอาการ ให้ยาลดไข้ ยาแก้ปวด ยาชาเฉพาะที่ สำหรับแผลในปาก ดื่มน้ำเกลือแร่เพื่อชดเชยภาวะขาดน้ำ เด็กที่มีอาการรุนแรงหรือภาวะแทรกซ้อนจำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาอย่างใกล้ชิด
...การป้องกันการแพร่ระบาดของโรคสามารถทำได้โดยแยกผู้ป่วยที่เป็นโรคไม่ให้ไปสัมผัสกับเด็กคนอื่น ผู้ใหญ่ที่ดูแลเด็กควรหมั่นล้างมือ ทำความสะอาดของเล่นและสภาพแวดล้อมทุกวัน เพื่อป้องกันการถ่ายทอดเชื้อไปยังเด็กคนอื่น การทำความสะอาดโดยใช้สบู่ ผงซักฟอกหรือน้ำยาทำความสะอาดทั่วไปสามารถกำจัดเชื้อได้ ควรระมัดระวังความสะอาดของน้ำ อาหารและสิ่งของที่เด็กอาจเอาเข้าปาก ในขณะที่โรงเรียนควรแยกเด็กป่วยให้ลาหยุดอย่างน้อย 5 วันจนหายดีเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อแก่เด็กอื่นๆ และพิจารณาปิดชั้นเรียนที่มีเด็กป่วยเป็นโรคมากกว่า  2 คน และหากมีเด็กป่วยหลายชั้นเรียน ควรปิดโรงเรียนอย่างน้อย 5 วัน พร้อมทำความสะอาดห้องเรียน ห้องน้ำ สระว่ายน้ำ ของเล่น อุปกรณ์รับประทานอาหาร เป็นต้น

                     
...สำหรับผู้ปกครองควรพาบุตรหลานที่ป่วยไปพบแพทย์ ให้การรักษาตามคำแนะนำของแพทย์ และแจ้งโรงเรียนทราบ และให้เด็กหยุดเรียนจนกว่าจะหายอย่างน้อย 5 วัน โดยเด็กที่ติดเชื้อโรคมือ เท้า ปาก สามารถหายได้เอง หากไม่มีอาการแทรกซ้อนเกิดขึ้น”
เด็กวัยไหนที่เสี่ยงต่อเชื้อโรต้าไวรัส ถ้ายังไม่ได้ฉีดจะทำให้เด็กมีอาการอย่างไรบ้าง และต้องระวังเรื่องใดบ้าง ถ้าจะป้องกันให้ลูก
“เมื่อใดที่เด็กมีอาการถ่ายเหลวเป็นน้ำมากถึง 7 – 8 ครั้งต่อวัน พร้อมกับอาเจียนมากถึง 7 – 8 ครั้งต่อวัน และมีไข้ที่อาจสูงถึง 38 องศาเซลเซียส อาจนำไปสู่ภาวะขาดน้ำรุนแรง จนต้องเข้าโรงพยาบาลเพื่อนอนพักรักษาตัว ซึ่งทั้ง 3 อาการที่เกิดขึ้น เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเด็กอาจติดเชื้อไวรัสโรต้า
...ช่วงที่เสี่ยงต่อการเกิดอาการรุนแรงที่สุด คือ วัย 6 เดือน – 2 ปี โดยเด็กอาจติดเชื้อได้หลายครั้ง แต่การเป็นครั้งแรกจะรุนแรงที่สุด โดยเฉพาะในเด็กเล็ก อีกทั้งเชื้อโรต้านี้อยู่ได้ทุกที่ มีชีวิตหลายวัน พบเชื้อได้ตลอดปี เชื้อโรต้าติดต่อได้ง่ายจากการสัมผัสเชื้อที่อาจปนเปื้อนมากับน้ำ อาหาร สิ่งของ ของเล่น เมื่อเด็กนำมือเข้าปาก ก็สามารถติดเชื้อได้แล้ว เชื้อแพร่กระจายเร็ว โดยเฉพาะสถานรับเลี้ยงเด็ก หรือที่ที่มีเด็กมาก เชื้อโรต้ามีความทนทาน ไม่อาจใช้น้ำยาฆ่าเชื้อทำลายได้ และไม่มียารักษาโดยเฉพาะ จึงเป็นเพียงรักษาตามอาการเท่านั้น เช่น ให้น้ำเกลือแร่ ORS ยาแก้อาเจียนและยาลดอาการถ่ายเหลว เพื่อไม่ให้เกิดภาวะขาดน้ำจนเกิดอันตราย
…การให้วัคซีนป้องกันไวรัสโรต้าแก่เด็ก ถือเป็นวิธีป้องกันโรคที่ดีที่สุดในปัจจุบัน สามารถลดความรุนแรงของโรค และลดการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล”


นพ.พรเทพ สวนดอก
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคติดเชื้อ
ขอขอบคุณ โรงพยาบาลกรุงเทพ

ซน สมาธิสั้น ปัญหาจากลูกนอนกรน


“ในกรณีที่มีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้น อาจพบ ปัญหาพฤติกรรม ซนกว่าปกติ สมาธิสั้น ปัญหาการเรียน ปัสสาวะรดที่นอน เลี้ยงไม่โต เป็นต้น หากมีอาการรุนแรงเป็นเวลานานๆ อาจเกิดโรคหัวใจล้มเหลวจากภาวะความดันโลหิตในปอดสูงได้”
   
สังเกตมาหลายคืนแล้วค่ะว่าลูกมักจะนอนกรน ทีแรกก็คิดว่าคงเหมือนพ่อเขา คือพ่อเป็นคนค่อนข้างนอนกรนและเสียงดังค่ะ แรกๆ อาการกรนของลูกก็ไม่มาก เป็นบางครั้ง แต่หลายคืนนี้มักนอนกรนติดนาน และค่อนข้างนาน เคยอ่านพบว่า อาจเป็นอันตรายต่อเด็กได้ เพราะตอนนี้ลูกอายุ 3 ขวบเศษ จึงอยากทราบว่า เราจะมีวิธีสังเกตอย่างไรคะ ว่าลูกนอนกรนปกติ หรือผิดปกติ และมีอาการแสดงออกอย่างไร
“การนอนกรนในเด็ก เป็นปัญหาที่พบได้บ่อย ซึ่งในเด็กบางรายที่มีอาการรุนแรง หากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง และเสียชีวิตได้ โดยเด็กที่นอนกรนเป็นประจำ ควรได้รับการซักประวัติหาปัจจัยเสี่ยงและอาการของภาวะการอุดกั้นของทางเดินหายใจส่วนบน และการตรวจรักษาเพื่อหาสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะ OSA
...ซึ่ง OSA หรือ obstructive sleep apnea คือ ภาวะที่มีการอุดกั้นของทางเดินหายใจส่วนบน มักเกิดเวลานอนหลับ มีผลทำให้การแลกเปลี่ยนก๊าซออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์ผิดปกติ ทำให้เกิดภาวะพร่องออกซิเจนและคุณภาพของการนอนหลับเสียไป ซึ่งจะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ตามมา ภาวะ OSA สามารถพบได้ในทุกกลุ่มอายุ ซึ่งอายุที่พบได้บ่อยที่สุดคือระหว่าง 2 - 4 ปี ประมาณคร่าวๆ ว่า ราวครึ่งหนึ่งของเด็กที่นอนกรนเป็นประจำจะพบภาวะ OSA ร่วมด้วย
...โดยอาการของโรคที่พบบ่อย ได้แก่ นอนกรนเสียงดัง หายใจเฮือก อ้าปากหายใจ มีการหยุดหายใจเป็นช่วงๆ ปากเขียวคล้ำ นอนกระสับกระส่าย ตอนเช้าปลุกตื่นยาก ง่วงนอนเวลากลางวัน หลับในห้องเรียน ในกรณีที่มีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้น อาจพบ ปัญหาพฤติกรรม ซนกว่าปกติ สมาธิสั้น ปัญหาการเรียน ปัสสาวะรดที่นอน เลี้ยงไม่โต เป็นต้น หากมีอาการรุนแรงเป็นเวลานานๆ อาจเกิดโรคหัวใจล้มเหลวจากภาวะความดันโลหิตในปอดสูงได้”
เมื่อพาเขาไปพบแพทย์ จะมีการตรวจอย่างไร และจะทราบได้อย่างไรลูกนอนกรนผิดปกติรุนแรงมากหรือน้อย
“แนวทางการตรวจวินิจฉัยในเด็กที่นอนกรน ต้องแยกโรคว่าเป็นภาวะที่เด็กนอนกรนแต่ไม่มีความผิดปกติอื่น หรือเป็นภาวะ OSA ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนตามมา โดยแพทย์จะถามประวัติการนอนกรน การนอนหลับ พัฒนาการ การเรียน และโรคประจำตัวของเด็ก และทำการตรวจร่างกายเพื่อตรวจหาความผิดปกติของทางเดินหายใจ ตรวจดูภาวะภูมิแพ้จมูก การติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจซึ่งอาจเป็นสาเหตุทำให้นอนกรนได้ เช่น ไซนัสอักเสบ ทอนซินอักเสบ ชั่งน้ำหนักและวัดส่วนสูงเพื่อประเมินการเจริญเติบโตของเด็ก
…สำหรับการตรวจวินิจฉัย ได้แก่ เอ็กซเรย์ดูขนาดของต่อมอะดีนอยด์และทอนซิน ที่อาจมีผลต่อการอุดกั้นทางเดินหายใจส่วนบนได้ และในบางรายจำเป็นต้องรับตัวไว้ในโรงพยาบาลเพื่อตรวจการนอนหลับต่อเนื่องในเวลากลางคืนโดยตรวจดูระดับความเข้มข้นของออกซิเจนในเลือด ค่าคาร์บอนไดออกไซด์ในลมหายใจออก ด้วยการตรวจ pulse oximetry ซึ่งเป็นการตรวจคัดกรองเบื้องต้น จากการตรวจดังกล่าว แพทย์จะสามารถให้การวินิจฉัยโรค และเลือกการรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยได้ ซึ่งมีทั้งการใช้ยา หรือโดยการผ่าตัด สำหรับผู้ป่วยที่ตอบสนองต่อการรักษา จะเห็นผลโดยการนอนกรนเบาลงหรือหายไป และผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
...สำหรับวิธีการตรวจที่ดีที่สุด คือ การตรวจ polysomnography (PSG) ซึ่งเป็นการตรวจโดยละเอียดขณะนอนหลับ เช่นการตรวจคลื่นสมอง คลื่นไฟฟ้าหัวใจ การไหลของอากาศ การเคลื่อน ไหวของทรวงอก และค่าอ๊อกซิเจน เป็นต้น หลังจากการตรวจดังกล่าว จึงสามารถให้การวินิจฉัยภาวะ OSA และประเมินความรุนแรงของโรคได้ เพื่อเลือกการรักษาที่เหมาะสมที่สุดแก่ผู้ป่วยได้”
ควรดูแลลูกอย่างไรถ้าพบว่าเขามีความผิดปกติดังกล่าว แนะนำด้วยค่ะ
“สำหรับทางเลือกในการรักษา อย่างแรกคือ การรักษาโดยการใช้ยา เช่น การใช้ยาพ่นจมูกเพื่อรักษาอาการภูมิแพ้จมูก และทำให้ขนาดของต่อมอะดีนอยด์เล็กลง หรือการใช้ยาปฏิชีวนะในรายที่พบมีการติดเชื้อ ในรายที่มีอาการรุนแรง ก็อาจต้องรักษาโดยการผ่าตัด เช่น การผ่าตัดต่อมอะดีนอยด์และต่อมทอนซิน ในเด็กที่มีขนาดของต่อมดังกล่าวโต และมีการอุดกั้นทางเดินหายใจ รวมทั้งให้การรักษาด้วยวิธีอื่นๆ เช่น การลดน้ำหนักในเด็กอ้วน การใช้เครื่องช่วงหายใจแรงดันบวกขณะนอนหลับในผู้ป่วยเด็กบางราย ซึ่งแพทย์จะทำการพิจารณาเลือกการรักษาให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละรายครับ”  

ขอขอบคุณ โรงพยาบาลปิยะเวท
โทร.0-2625-6500

16 มีนาคม 2555

วัคซีนรัฐดีพอไหม......สำหรับลูก


“วัคซีนที่กระทรวงสาธารณสุขเลือกมาใช้นั้น ประสิทธิภาพดีเพียงพอที่จะป้องกันโรคได้แน่นอน แต่วัคซีนทางเลือกมักมีข้อได้เปรียบเรื่องผลข้างเคียงที่น้อยกว่า หรือจำนวนเข็มที่ฉีดมากกว่า”
                   
 ทราบว่าปัจจุบันมีวัคซีนสำหรับเด็กเพิ่มมากขึ้น เลยสงสัยค่ะว่าวัคซีนชนิดใดที่จำเป็นต่อเด็ก เพราะเห็นมีทั้งวัคซีนบังคับและวัคซีนทางเลือก ขอคำแนะนำด้วยค่ะ


“วัคซีนบังคับ หมายถึง วัคซีนที่อยู่ในแผนการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคของกระทรวงสาธารณสุขค่ะ ซึ่งมีบริการให้วัคซีนทั่วประเทศและถือเป็นนโยบายที่เด็กทุกคนต้องได้รับวัคซีนกลุ่มนี้ โดยปัจจุบันวัคซีนที่อยู่ในกลุ่มนี้ได้แก่ วัคซีนวัณโรค (BCG) วัคซีนคอตีบไอกรน บาดทะยัก (DTP) วัคซีนโปลิโอ (OPV) วัคซีนหัด หัดเยอรมัน คางทูม (MMR) วัคซีนตับอักเสบบี (HB) วัคซีนไข้สมองอักเสบเจอี (JE) ซึ่งเด็กทุกคนสามารถเข้ารับการให้วัคซีนได้ตามโรงพยาบาล อนามัย หรือศูนย์บริการสาธารณสุขได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

ส่วนวัคซีนทางเลือก หมายถึง วัคซีนที่อยู่นอกแผนการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคของกระทรวงสาธารณสุข (EPI) ซึ่งอาจแบ่งเป็นกลุ่มได้ดังนี้ คือ
หนึ่ง วัคซีนพื้นฐานเหมือนใน EPI แต่มีคุณลักษณะหรือรูปแบบต่างจากที่กระทรวงจัดหา มักมีราคาสูงกว่า เช่น วัคซีนโปลิโอชนิดฉีด (IPV) วัคซีนไอกรนชนิดไร้เซลล์ (acellular pertussis) ซึ่งทั้ง 2 ตัวมักอยู่ในรูปวัคซีนรวม
สอง วัคซีนเสริมสำหรับเด็กปกติ ซึ่งไม่อยู่ในแผน EPI เนื่องจากภาระโรคไม่มาก หรือมีข้อจำกัดในการจัดสรรวัคซีนเช่นงบประมาณ เป็นต้น วัคซีนกลุ่มนี้ผู้ปกครองที่สามารถรับภาระค่าใช้จ่ายเองพิจารณาใช้ได้โดยปรึกษาแพทย์ ได้แก่ วัคซีนฮิบ วัคซีนอีสุกอีใส วัคซีนตับอักเสบเอ วัคซีนนิวโมคอคคัสชนิดคอนจูเกต และวัคซีนโรต้า
สาม วัคซีนรวม เป็นการรวมวัคซีนหลายชนิดในเข็มเดียว เพื่อลดจำนวนครั้งในการฉีด เช่น DTP-HB, DTP-HB-Hib, DTP-IPV เป็นต้น
สี่ วัคซีนเสริมสำหรับผู้มีความเสี่ยงเฉพาะ หรือสถานการณ์เฉพาะ เช่น เด็กที่ป่วยด้วยโรคเรื้อรังได้แก่ โรคปอด โรคหัวใจ โรคเลือดธาลัสซีเมีย ผู้ป่วยไม่มีม้าม และผู้ป่วยภูมิคุ้มกันบกพร่องต่างๆ เช่น HIV มะเร็ง  เด็กที่มีความเสี่ยงต่อการติดโรคพิษสุนัขบ้า   จะแนะนำให้ฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าแบบป้องกันก่อนสัมผัสโรค”

การได้รับวัคซีนฟรีจากโรงพยาบาลของรัฐ ศูนย์สาธารณสุข อนามัย ประสิทธิภาพจะสู้วัคซีนราคาแพงได้หรือไม่ หรือต้องไปฉีดเพิ่มเติมในภายหลัง
            “วัคซีนที่กระทรวงสาธารณสุขเลือกมาใช้นั้น ประสิทธิภาพดีเพียงพอที่จะป้องกันโรคได้แน่นอน แต่วัคซีนทางเลือกมักมีข้อได้เปรียบเรื่องผลข้างเคียงที่น้อยกว่า หรือจำนวนเข็มที่ฉีดมากกว่า เช่น ไม่ต้องฉีดหลายเข็มแล้ว ซึ่งปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุขได้มีการนำวัคซีนรวม 4 โรค มาทดแทนในช่วงอายุที่ต้องให้ 2 เข็มแล้ว คืออายุ 2 และ 6 เดือน (วัคซีนคอตีบ-ไอกรน-บาดทะยัก-ตับอักเสบบี) ทำให้ลดปัญหาการต้องฉีดหลายเข็มไปได้
นอกจากนี้ วัคซีนบางตัวก็มีผลข้างเคียงที่น้อยกว่า เช่น ไอกรนชนิดไม่มีเซลล์จะมีผลข้างเคียงน้อยกว่าชนิดปกติ 2 - 3 เท่า แต่มีราคาแพงกว่ามาก โดยจำเป็นต้องใช้ในกรณีที่เด็กมีโรคชัก โรคทางสมอง หรือมีปฏิกิริยาต่อการฉีดไอกรนชนิดธรรมดาอย่างมากเช่น ไข้สูง แต่กรณีเด็กทั่วไปยังสามารถให้แบบปกติได้ค่ะ”
เคยอ่านเจอว่ามีวัคซีนเสริมบางตัวด้วย มีความจำเป็นต่อเด็กอย่างไร ต้องให้จริงหรือไม่ 
“พ่อแม่บางท่านอาจสงสัยว่า วัคซีนหลายตัวที่แนะนำให้ในปัจจุบัน กระทรวงยังไม่ได้บรรจุในแผน แล้วมันจำเป็นจริงหรือไม่ หรือหมอแนะนำให้ฉีดเพราะอยากได้เงินเพิ่ม ดังที่กล่าวแล้วว่า วัคซีนบางอย่างที่ได้ผลดีแต่ความชุกโรคไม่สูง ภาระโรคไม่มาก หรือมีข้อจำกัดบางอย่างเช่น ความคุ้มค่าในการลงทุนให้วัคซีนทั่วประเทศไม่มากพอ ก็ยังไม่สามารถบรรจุใน EPI ได้ แต่การพิจารณาของคุณพ่อคุณแม่คงต้องขึ้นกับแต่ละครอบครัวทั้งเศรษฐานะ ลักษณะการเลี้ยงดู และสุขภาพของเด็กเองค่ะ”
รบกวนอีกเรื่องค่ะ  จริงหรือไม่ที่เขาบอกว่า  การฉีดวัคซีนอาจทำให้ลูกเสี่ยงต่อการเป็นออทิสติก พอดีอ่านเจอบทความนี้ในอินเตอร์เน็ต 
“หมอขอใช้พื้นที่นี้ อธิบายที่มาที่ไปของข่าวลือนี้ เพื่อให้เกิดความกระจ่างและไม่ทำให้เด็กของเราพลาดโอกาสในการป้องกันโรคโดยไม่จำเป็นค่ะ

   โดยในปีค.ศ.1998 นายแพทย์  Andrew Wakefield แพทย์ระบบทางเดินอาหารในโรงพยาบาลใหญ่แห่งหนึ่งในอังกฤษ ได้ตีพิมพ์งานวิจัยเรื่องของระบบทางเดินอาหารกับโรคออทิสติกลงในวารสารการแพทย์ชื่อดัง “Lancet” โดยศึกษาจากผู้ป่วย Autistic12 ราย ซึ่งมี 8 รายที่พ่อแม่ให้ประวัติว่าเด็กเริ่มมีอาการของ Autism หลังจากฉีดวัคซีน MMR งานวิจัยชิ้นนี้ทำให้เกิดผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อความเชื่อมั่นในวัคซีนของพ่อแม่ชาวอังกฤษ ผู้ปกครองชาวอังกฤษหยุดพาลูกไปฉีดวัคซีน MMR จนอัตราครอบคลุมของวัคซีนลดลงจากที่ควรมากกว่า 95 เปอร์เซ็นต์ เหลือไม่ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ หลังจากนั้นไม่นาน อัตราการเกิดโรคหัดในประเทศอังกฤษเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย
   ในด้านวิชาการประเด็นที่ถกเถียงกันมากมาย ก็คือ งานวิจัยของนายแพทย์ Wakefield นั้น    มีความบกพร่องทั้งวิธีการและจำนวนประชากรที่ศึกษา ทำให้มีงานวิจัยอีกนับร้อยชิ้นทั่วโลกที่ศึกษาเพิ่มเติมถึงความเกี่ยวข้องของโรคออทิสติก กับวัคซีน MMR และทุกงานวิจัยสรุปตรงกันว่า ไม่มีความเกี่ยวข้องกันระหว่างวัคซีน MMR และการเกิดโรคออทิสติก
 คำอธิบายถึงสาเหตุของผลการศึกษาชิ้นปัญหานั้นคืออาจเป็นเพราะเด็กที่เป็นโรคออทิสติกมักจะถูกวินิจฉัยหรือตรวจพบความผิดปกติได้แน่ชัดในช่วงอายุ 1 - 1 1/2  ปี โดยที่ก่อนหน้านี้อาจมีพัฒนาการที่ดูปกติมาก่อนได้ และวัคซีน MMR ในประเทศอังกฤษจะมีการให้  ในช่วงอายุ 12 - 15 เดือน จึงเป็นไปได้มากว่าผู้ปกครองเพิ่งเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติหลังฉีดวัคซีน และเข้าใจว่าวัคซีนเป็นสาเหตุของโรค
แต่แม้ว่าจะมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มาหักล้างมากมายแค่ไหน ปัจจุบันก็ยังมีพ่อแม่มากมายทั่วโลกที่ยังเชื่อข้อมูลนี้ และไม่พาลูกไปฉีดวัคซีน MMR      อัตราการเกิดโรคหัดในอังกฤษก็ยังสูงขึ้นเรื่อยๆ ใน ปี 2008 มีผู้ป่วยเด็กเป็นโรคหัด ในอังกฤษและเวลส์ ทั้งหมด 1,348 ราย  มีเด็กเสียชีวิตจากโรคนี้ 2 ราย ก่อนปี 1998   ซึ่งเป็นเวลาก่อนงานวิจัยชิ้นนี้เผยแพร่   มีผู้ป่วยโรคหัดในประเทศอังกฤษและเวลส์เพียง      56 ราย

จากข้อมูลทั้งหมดหวังว่าคุณพ่อคุณแม่คงตัดสินใจได้ว่าควรจะให้ลูกต้องเสี่ยงกับการติดเชื้อโรคที่ป้องกันได้ หรือจะยืนยันต่อต้าน เพียงเพราะข้อมูลที่ไม่น่าเชื่อถือชิ้นเดียวค่ะ”

พ.ญ.นันทกรณ์ เอื้อสุนทรวัฒนา
กุมารแพทย์พัฒนาการเด็ก
ขอขอบคุณ โรงพยาบาลปิยะเวท
           ……

12 มีนาคม 2555

คลอดยากเพราะ....อะไร





เรื่องที่คุณแม่ใกล้คลอดมักจะกังวล ก็คือเรื่องการคลอดนั่นเอง โดยส่วนมากจะกลัวว่าเวลาคลอดจะเจ็บมาก ใช้เวลานาน หรือคลอดยากจนเป็นอันตรายทั้งแม่และลูก

คลอดยากเพราะคุณแม่


การจะคลอดลูกง่ายหรือยากนั้น จริงๆ แล้วมีปัจจัยหลายอย่างที่เกี่ยวข้อง เช่น อุ้งเชิงกรานของคุณแม่ว่ามีขนาดแค่ไหน หากอุ้งเชิงกรานมีขนาดเล็ก การคลอดก็จะยากขึ้น ซึ่งเรื่องนี้แพทย์จะวัดขนาดของกระดูกอุ้งเชิงกรานของคุณแม่แล้ว วิเคราะห์ว่าสามารถคลอดเองได้หรือไม่

คลอดยากเพราะตัวลูก


นอกจากดูที่ตัวคุณแม่แล้ว การจะคลอดง่ายหรือยากยังขึ้นกับขนาดตัวของทารกด้วย หากทารกมีน้ำหนักตัวมากกว่า 3,500 กรัม การคลอดก็จะยากขึ้นหรืออาจคลอดตามธรรมชาติไม่ได้
นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่อาจต้องพิจารณาเป็นรายๆ ไป ถ้าดูแล้วว่าไม่น่าจะคลอดเองได้แพทย์จะแนะนำให้ผ่าตัดคลอด ควรทำตามคำแนะนำของแพทย์ค่ะ

คลอดยากเพราะความเครียด

ความเครียดก็มีส่วนทำให้คลอดยากได้ค่ะ ระหว่างรอคลอดคุณแม่ควรพยายามปรับอารมณ์ให้รู้สึกผ่อนคลาย ไม่เครียด เช่น อาบน้ำอุ่น พักผ่อนมากขึ้น หากมีอาการเจ็บท้องอาจใช้กระเป๋าน้ำร้อนวางประคบหลังเพื่อช่วยคลายปวด แต่ไม่ควรกินยาแก้ปวดก่อนปรึกษาแพทย์ และระหว่างรอคลอดไม่ควรอั้นปัสสาวะค่ะ เพราะกระเพาะปัสสาวะที่เต็มไปด้วยปัสสาวะนั้น จะทำให้การหดตัวของมดลูกไม่ดีเท่าที่ควร
คุณแม่สามารถใช้การ ‘หายใจ’ เพื่อลดความเครียด และเพิ่มความกระปรี้กระเปร่าได้ด้วยการนั่งสบายๆ บนเก้าอี้ หรือเอนหลังบนเตียง แล้วสูดหายใจเข้าให้เต็มช่องท้อง โดยระหว่างหายใจเข้าพยายามาอย่าให้ไหล่ยกขึ้น แล้วค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออก เป็นจังหวะช้าๆ ทำประมาณ 10 ครั้ง จะรู้สึกว่ากล้ามเนื้อผ่อนคลาย สบายตัวขึ้นเยอะเชียวค่ะ


                   
รอคลอดแบบชิลล์ๆ


นอกจากนี้ หากรู้สึกหิว ควรรับประทานอาหารอ่อนๆ หรืออาหารว่างเบาๆ ไม่ควรรับประทานอาหารหนักเต็มมื้อ เนื่องจากอาหารเหล่านี้จะใช้เวลาในการย่อยนาน หากมีกรณีฉุกเฉินเกิดขึ้นทำให้ต้องเร่งคลอด อาหารที่ตกค้างในกระเพาะจะเป็นอุปสรรคในการให้ยาระงับความรู้สึก เช่น ไม่สามารถให้ยาสลบได้
ระหว่างนี้หากคุณแม่ยังสามารถลุกขึ้นมาเดินได้ ควรเดินในระยะใกล้ๆ โดยอาจจะเดินรอบๆ เตียง หรือเดินอยู่ในห้องพัก แต่ถ้าลุกไม่ไหวก็ควรขยับตัวเปลี่ยนอิริยาบถบ้าง เพราะการลุกเดิน จะช่วยลดอาการเจ็บเตือนที่เกิดขึ้นเป็นพักๆ ได้  แต่ถ้ารู้สึกปวดหลัง ปวดหน้าท้อง ท้องแข็งเป็นพักๆ และถี่ขึ้นเรื่อยๆ ควรรีบบอกพยาบาลที่ดูแลคุณอยู่ เพราะอาการแบบนี้ บ่งบอกว่า ใกล้ถึงเวลาที่คุณจะได้พบหน้าลูกแล้วล่ะค่ะ

10 มีนาคม 2555

ข้อแนะนำ ในการปฏิบัติตัวหลังฉีดวัคซีน


                               

 การฉีดวัคซีนเป็นการกระตุ้นให้ร่างกายของเด็กสร้างภูมิคุ้มกันของตนเองด้วยเชื้อโรคที่อ่นแรงหรือบางส่วนของเชื้อโรคที่มีฤทธิ์กระตุ้นการส้างภูมิคุ้มกันได้ฉะนั้นเมื่อลูกของท่านรับฉีดวัคซีนในวันนี้แล้วอาจมีอาการบางอย่างเกิดขึ้นได้ ทั้งนี้เนื่องจากร่างกายมีปฏิกิริยาต่อวัคซีนซึ่งโดยทั่วไป จะมีอาการไม่มากและจะหายไปเอง

1.ตุ่มหนอง มักเกิดจากวัคซีน บี ซี จี ที่ฉีดที่ไหล่ซ้ายตอนแรกคลอด พบหลังฉีด 2-3 สัปดาห์และเป็นๆ ยุบๆ 3-4 สัปดาห์จึงหายเอง
2.ปวด บวม แดง ร้อน บริเวณที่ฉีดวัคซีนเด็กอาจจะร้องกวน งอแงได้ ถ้าอาการมาก คุณแม่อาจใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นประคบและรับประทานยาแก้ปวด
3.ไข้ตัวร้อน มักเกิดในวัคซีนคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก* ที่ฉีดตอนอายุ 2 เดือน 4 เดือน 6 เดือน 18 เดือน และ 4 ปี คุณแม่ควรช่วยเช็ดตัวลูกด้วยผ้าชุบน้ำอุ่นหมาด ๆ โดยเฉพาะบริเวณซอกคอ ข้อพับต่างๆ ควรเช็ดมากๆ และอาจให้รับประทานยาลดไข้ประเภท พาราเซตามอล
4.ไอ น้ำมูก ผื่น อาจพบหลังฉีดวัคซีนพวกหัด หัดเยอรมันไปแล้ว 5 วัน โดยมากจะไม่รุนแรง ถ้าเด็กมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น ซึม เพลียมาก ไม่เล่น ดูดนม หรือรับประทานอาหารไม่ได้ต้องพากลับมาพบแพทย์ แต่ถ้าไม่มีอาการอื่น ๆ มักหายเอง แนะนำให้ดื่มน้ำมาก ๆ
5.ชัก มักไม่ได้เกิดจากผลของวัคซีนที่ใช้อยู่ในปัจจุบันโดยตรง แต่อาจเกิดจากไข้สูงจัดเกินไป ดังนั้นการป้องกันอย่าให้ไข้สูงเกินไป จึงมีความสำคัญมาก และเมื่อเกิดชักแล้วต้องปฏิบัติดังนี้

1.ผู้ปกครองต้องตั้งสติให้ดี ไม่ตกใจ
2.จับหน้าของเด็กหันไปด้านข้างด้านใดด้านหนึ่ง หรือ นอนคว่ำเพื่อป้องกันการสำลัก
3.ไม่แนะนำ ให้เอาของแข็ง เช่น นิ้วมือ ช้อน ไม้ ฯลฯ ใส่ในปาก เพราะจยิ่งทำให้สำลักมากขึ้น ยังไม่เคยพบใครชักแล้วกัดลิ้นตัวเองขาด
4.รีบนำส่งโรงพยาบาล หรือ สถานพยาบาลใกล้บ้าน
5.ระหว่างเดินทางถ้าเด็กยังตัวร้อนควรเช็ดตัวมาตลอดทางด้วย

* ปัจจุบันมีวัคซีนคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก ชนิดใหม่ ที่มีอาการข้างเคียงน้อยกว่า กรุณาขอคำแนะนำจากแพทย์

ที่มา : จากแผ่นพับ "วัคซีนน่ารู้" เรียบเรียงโดย นายแพทย์ วีระชัย วัฒนวีรเดช

9 มีนาคม 2555

ต่อมเซ็กส์หาย...หลังคลอด



“เพิ่งคลอดลูกได้ประมาณ 5 เดือนค่ะ รู้สึกระแวงว่าถ้ายุ่งกันแล้วจะท้อง เนื่องจากไม่ได้คุมกำเนิด และตอนนี้ก็ยังไม่พร้อมที่จะมีอีกคน เลยคิดว่าอย่ายุ่งกันดีกว่า ขอข้อแนะนำสำหรับเรื่องนี้ด้วยค่ะ”
แม่น้องริว
                             



จากจดหมายที่คุณ แม่บ้านหลายๆ คนเขียนถามกันเข้ามา ก็พบว่าปัญหาเรื่องต่อมความรู้สึกทางเพศหลุดหายไปตอนคลอดลูกนั้นเป็นกันเยอะมาก ส่วนผู้ชายไม่ต้องพูดถึง อดมาตั้งนาน หลังคลอดหมอก็ให้งดอีกตั้งเดือนครึ่ง ยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ ยิ่งอยากมีเพศสัมพันธ์ไปกันใหญ่ นี่ถ้าไม่ห้ามก็คงไม่อยากเท่าไหร่หรอกครับ ตอนหลังคลอดก็เลยอาจมีปัญหาความไม่สมดุลของความต้องการทางเพศได้ คุณสามีก็อยากจะแย่อยู่แล้ว แต่ฝ่ายคุณภรรยากลับไม่มีอารมณ์ความรู้สึก มันก็เลยไม่แฮปปี้กันทั้งสองฝ่าย 


เรามาศึกษาเรียนรู้ผู้หญิงกันก่อนดีกว่าว่า เธอทำต่อมความรู้สึกทางเพศหายไปไหน?
หลังคลอด…ร่างกายไม่เหมือนเดิม


สาเหตุที่ทำให้คุณผู้หญิงไม่มีความรู้สึกทางเพศ หลังจากคลอดลูกแล้วก็มีสาเหตุได้มากมาย ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ ความสับสนในบทบาทของการเป็นภรรยากับการเป็นแม่ รวมทั้งความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนไประหว่างสามีภรรยา   เรื่องทางร่างกายเห็นได้ชัดที่สุด หลังคลอดอะไรต่ออะไรมันก็เปลี่ยนไป จากหุ่นเซ็กซี่เห็นแล้วชวนวาบหวาม ก็กลายเป็นตัวกลม พุงห้อย ตัวใหญ่เทอะทะ หน้าท้องก็ลายอย่างกับแตงโมจินตหรา สมัยก่อนลองยืนเปลือยกายดูตัวเองในกระจกก็ยังอดรักตัวเองไม่ได้ แต่ตอนหลังคลอดเวลาเดินผ่านกระจกต้องปิดตาเอาไว้ มันทนดูตัวเองไม่ได้ สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ทำให้ผู้หญิงเกิดความไม่มั่นใจในตัวเอง ขนาดตัวเองยังทนดูไม่ได้ นับประสาอะไรจะไปเปลือยกายให้สามีดู เดี๋ยวจะตกใจหดไปหมด
แต่ไม่มีอะไรร้ายไปหมดทุกอย่างหรอกค่ะ ยังมีดีให้คุณสามีตื่นเต้นอยู่บ้าง ก็บางคนเคยมีเต้านมโตเท่าไข่ดาว แต่ตอนหลังคลอดไม่รู้มันมาจากไหนเยอะแยะ คุณสามีเห็นแล้วก็อดตื่นเต้นไม่ได้ สุดท้ายเลยแย่งลูกกินนมเสียเลย แต่เวลามันโตขนาดนั้น เต้านมจะคัดเจ็บไปด้วย ขนาดเดินแกว่งไปแกว่งมายังเจ็บ พอโดนฟัดก็ยิ่งรู้สึกเจ็บเข้าไปใหญ่ ก็เลยไม่ค่อยจะแฮปปี้นัก
อย่างที่ว่าหลังคลอดอะไรมันก็เปลี่ยนแปลงไป   คนที่คลอดเองช่องคลอดก็ต้องเสียหายไปจากการคลอดบ้าง ถึงแม้จะรีแพร์มาอย่างดีมันก็ไม่ยืดหยุ่นเหมือนของใหม่ หรือถึงแม้ว่าจะบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน โดยการขมิบก้นทุกวัน 30 ครั้งตามหมอสั่ง ขยันหน่อยแถมเป็น 60 ครั้งเลยก็ได้ แต่กว่าอะไรมันจะเข้าที่เข้าทางก็อีกตั้ง 3 เดือน
ดังนั้นตอนมีเพศสัมพันธ์กันใหม่ๆ เลยอาจรู้สึกไม่ค่อยมั่นใจก็ได้ กลัวว่ามันจะไม่เหมือนเดิม กลัวมันจะหย่อนหลวมโครกครากแล้วสามีจะไม่ชอบ คิดโน่นคิดนี่เรื่อยเปื่อย เลยทำให้ไม่รู้สึกดีๆ กับมัน แล้วตอนหลังคลอด 6 สัปดาห์ที่หมอห้ามไว้โดยมากแผลมันก็หายดีหมดแล้ว แต่บางทียังมีเม็ดปมหลงเหลือที่ละลายไม่หมดอยู่บ้าง เวลามีเพศสัมพันธ์มีการเสียดสีก็อาจทำให้รู้สึกเจ็บได้ เลยกลัวและกังวลว่าแผลมันจะอักเสบ พาลให้ไม่อยากะมีเพศสัมพันธ์อีกเลยก็ได้
เมื่อคลอดลูกแล้ว โครงสร้างที่ยึดมดลูกภายในท้องน้อย จะยืดหย่อนกว่าตอนที่ยังไม่มีลูก ทั้งมดลูกอาจโยกเยกคลอนแคลนได้ง่าย ยิ่งในรายที่คลอดโดยการผ่าตัดก็อาจมีอาการเจ็บภายในท้องน้อยได้มากกว่านิดหน่อย ซึ่งกว่าจะกลับมาเข้าที่ไม่มีอาการเจ็บ ก็ต้องให้เวลากันหน่อย

                                       
คลอดลูก อีกเหตุผลของการเบื่อเซ็กส์
การคลอดเป็นเหตุการณ์ครั้งสำคัญของชีวิต ซึ่งเหตุการณ์นี้ก็มีผลต่อจิตใจของผู้หญิงคนหนึ่งได้มากเหมือนกัน การคลอดเป็นเหตุการณ์ที่เจ็บปวด หากเจ็บปวดทรมานนาน การคลอดก็มักจะสร้างรอยประทับใจที่ไม่ดีไว้ในส่วนลึกของความรู้สึก ทำให้รู้สึกว่าการมีเพศสัมพันธ์แล้วตั้งครรภ์เป็นสาเหตุของความเจ็บปวดที่ว่านี้ ก็เลยมีความรู้สึกที่ไม่ดีต่อการมีเพศสัมพันธ์ มีลูกแล้วต่อมความรู้สึกทางเพศก็เลยหดหายไป
เวลาคลอดลูก ก็ไม่ได้แอบคลอด ของลับของสงวนที่เคยมีแต่สามีใช้สามีเห็นคนเดียวก็มีอันเป็นต้องเปิดเผยต่อสาธารณะ จะปิดจะบังยังไงก็ไม่ได้ ทั้งหมอ พยาบาล ผู้ช่วยหมอ ผู้ช่วยพยาบาลเดินช่วยกันในห้องคลอดตั้งหลายคน ของลับก็เลยกลายเป็นของไม่ลับไปซะแล้ว ความรู้สึกทางเพศที่ได้เปลือยกายต่อหน้าสามีก็หดหายไปด้วย . . .นี่ถ้าให้สามีทำคลอดกันเองได้ก็คงจะดีนะ ของลับจะได้ยังคงความลับอยู่ได้เหมือนเดิม
ผู้หญิงบางคนพอคลอดลูกแล้วก็เลยมีทัศนคติไม่ดีกับผู้ชาย เกิดเป็นผู้หญิงไหนจะต้องยุ่งยากกับการมีประจำเดือน ต้องมาเหน็ดเหนื่อยกับการแบกครรภ์ ต้องเจ็บปวดเมื่อคลอด หลังคลอดก็ต้องมาเลี้ยงลูกอีก ยิ่งถ้าสามีเอาแต่นอนไม่เคยมาช่วยเลี้ยงเลยยิ่งทำให้ภรรยารู้สึกแบบนี้มากขึ้นไปใหญ่ บางครั้งผู้หญิงเราก็มีสิทธิคิดน้อยอกน้อยใจได้ว่า ทีอยากจะมีเพศสัมพันธ์ก็ยังทำได้ไม่รู้จักเหน็ดรู้จักเหนื่อย แต่พอมีลูกออกมาแล้วไม่เห็นจะช่วยเลี้ยงเลย . . .ความรู้สึกอย่างนี้แหละที่เป็นตัวอันตรายที่ทำให้ต่อมความรู้สึกทางเพศมันหดหายไปเรื่อยๆ
ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก


น้ำมันปลา ดีกับแม่ท้องจริงหรือ...?




               
น้ำมันปลาคืออะไร


น้ำมันปลา หรือ Fish oil หลายคนเข้าใจผิดคิดว่าเหมือนกับน้ำมันตับปลา แต่ความจริงเป็นไขมันของปลาซึ่งมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่จําเป็นต่อร่างกาย คือ กรดไขมันในกลุ่มโอเมก้า 3 (Omega-3) ซึ่งปลาทะเลในประเทศแถบอากาศหนาวนั้นจะมีกรดไขมันจําเป็นในปริมาณที่สูง และมีไขมันประเภทคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอร์ไรด์ในปริมาณที่ต่ำ จึงนิยมนําปลาทะเลเหล่านี้มาสกัดเอาน้ำมันปลา


มีประโยชน์กับแม่ท้องอย่างไร
ไขมันในน้ำมันปลาจะช่วยสร้างองค์ประกอบที่สําคัญของเซลล์หรือเนื้อเยื่อของร่างกาย รวมทั้งเนื้อสมอง เม็ดเลือดชนิดต่างๆ ควบคุมการเกิดลิ่มเลือด และสร้างภูมิต้านทานของร่างกาย โดยเฉพาะโอเมก้า 3 จะช่วยลดการเกิดลิ่มเลือดที่จะไปอุดเส้นเลือดฝอยของหัวใจ และทําให้ไตรกลีเซอร์ไรด์ (Triglyceride) ซึ่งเป็นไขมันอันตรายลดต่ำลง

การกินน้ำมันปลาอาทิตย์ละ 2 ครั้ง จะช่วยลดอาการอักเสบของข้อกระดูกของแม่ท้องได้ ทั้งนี้แม่ท้องควรเริ่มทานน้ำมันปลาตั้งแต่อายุครรภ์ 7 สัปดาห์ โดยการกินอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย
ถึงแม้โอเมเก้า 3 จะเป็นกรดไขมันที่ร่างกายสร้างเองไม่ได้ แต่หากคุณแม่ท้องกินน้ำมันปลาชนิดเม็ดหรือแคปซูลมากเกินไป ก็จะเกิดการสะสมในร่างกายตามอวัยวะต่างๆ จนอาจจะก่ออันตรายได้ และหากบริโภคเกินความต้องการอาจก่อให้เกิดความพิการต่อทารกในครรภ์ได้ นอกจากนี้ คุณแม่ท้องควรหยุดกินน้ำมันปลาเมื่อตั้งครรภ์ 6-7 เดือน เพราะจะทําให้เกล็ดเลือดจับตัวกันลดลง ซึ่งแม้เป็นผลดีที่ช่วยไม่ให้เกิดการอุดตันในหลอดเลือด แต่อาจทําให้เลือดแข็งตัวช้าเมื่อเกิดบาดแผลหรือผ่าตัด

ดังนั้น คุณแม่ท้องควรหลีกเลี่ยงการกินน้ำมันปลาในรูปของยาเม็ดหรือแคปซูล และหันมากินน้ำมันปลาจากการเลือกบริโภคอาหารแทน เพราะในอาหารจะมีความสมดุลของกรดไขมันต่างๆ อย่างพอเหมาะ และราคาถูกกว่าด้วย


พบในอาหารชนิดใด
กรดไขมันในกลุ่มโอเมก้า 3 ซึ่งเป็นส่วนประกอบของน้ำมันปลานั้น มีอยู่ในปลาชนิดต่างๆ ซึ่งปลาซาร์ดีนจะมีโอเมก้า 3 ในปริมาณที่สูง รวมถึงปลาแซลมอน ปลาทูน่า ปลากะพงแดง และยังพบได้ในกุ้งและปูทะเลด้วย    นอกจากนี้ โอเมก้า 3 ยังมีอยู่ในธัญพืชชนิดต่างๆ เช่น ถั่วเหลือง ข้าวโอ๊ต ถั่วอัลมอลต์ เมล็ดฟักทอง เป็นต้น


6 มีนาคม 2555

ไข้ออกผื่นหรือส่าไข้


                      


ไข้ออกผื่นหรือส่าไข้ เป็นชื่อเรียกที่คุณแม่อาจได้ยินได้ฟังมาบ้าง ที่จริงแล้ว คือกลุ่มอาการของโรคอย่างหนึ่ง เปรียบได้กับโรคหวัด ที่มีตั้งแต่หวัดลงคอ หวัดขึ้นหู หวัดไปตา หวัดลงหลอดลมหรือลงกระเพาะ ก็เป็นอาการของโรคเช่นเดียวกัน


เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่รู้จัก เข้าใจกับไข้ออกผื่นที่พบได้ในเด็กเล็กอายุตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 3 ปี เรามาฟังข้อมูลที่ถูกต้องต่อไปนี้จาก พญ.ขวัญเมือง ณ ตะกั่วทุ่ง ค่ะ

เด็กเล็กที่เป็นไข้ออกผื่น สาเหตุหลักเกิดจากการติดเชื้อ ซึ่งในเด็กที่ภูมิต้านทานยังไม่แข็งแรงพอ (จึงมีโอกาสได้รับเชื้อได้ง่าย) อีกทั้งการติดต่อเกิดจากการสัมผัสทางน้ำลายและละอองจากลมหายใจ เช่น ของเล่น ของใช้ ที่ลูกหยิบ จับ สัมผัสเข้าปาก  โดยเฉพาะอาการที่เกิด คือมีไข้นำมาก่อนประมาณ 3-4 วัน แล้วจึงมีผื่นขึ้น จึงเป็นที่มาของคำว่า ไข้ออกผื่น ส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสบางส่วนก็เกิดจากแบคทีเรียที่กระจายอยู่ตามอากาศ โดยเฉพาะกลุ่ม herpes เชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคหัดกุหลาบ ไวรัสบางชนิดก็ทำให้เกิดโรคมือเท้าปาก (hand foot mouth disease) เป็นต้น

อาการที่เรียกว่าไข้ออกผื่น  ขึ้นต้นว่า ไข้ เหมือนไข้หวัด แต่อาการไข้ออกผื่นต่างจากไข้หวัดสันนิษฐานคร่าวๆ จากอาการต่อไปนี้
• ลูกอาจกินน้อยลง งอแง แต่มักไม่มีอาการของหวัดเป็นอยู่ประมาณ 3-5 วัน
• เมื่อไข้ลดลงจะมีผื่นปรากฏให้เห็น และอาจมีอาการถ่ายเหลวร่วมด้วย
• ผื่นเป็นจุดเล็กๆ สีชมพูออกแดงเหมือนเม็ดทรายกระจายอยู่ทั่วตัว (บางคนจึงเรียกว่า หัดกุหลาบ)
• ไม่มีอาการอื่นร่วมเหมือนไข้หวัด เช่น จาม น้ำมูลไหล ไอ คัดจมูก หายใจไม่ออก
• หากใช้มือคลำที่ใบหู มักพบว่า มีต่อมน้ำเหลืองหลังใบหูโต

                                     
การป้องกันและดูแลที่ถูกวิธี
กลุ่มอาการไข้ออกผื่นบางชนิด เช่น โรคหัด หัดเยอรมัน จะมีวัคซีนป้องกัน คุณพ่อคุณแม่สามารถพาลูกน้อยไปรับการฉีดวัคซีนป้องกันได้ แต่บางชนิดยังไม่มีวัคซีนป้องกัน ฉะนั้น จึงควรดูแลและป้องกันอย่างเหมาะสม ด้วยวิธีต่อไปนี้

• เมื่อลูกมีไข้ ควรเช็ดตัวบ่อยๆ และให้ยาลดไข้ตามอาการทุก 4-6 ชั่วโมง
• ให้ลูกดื่มน้ำมากๆ หรืออาหารอ่อน เพื่อไม่ให้ร่างกายขาดน้ำ
• หลีกเลี่ยงการพาลูกไปในสถานที่แออัด อากาศถ่ายเทไม่สะดวก
• ให้ลูกกินอาหารครบ 5 หมู่ ที่ดีต่อสุขภาพ เช่น ผักและผลไม้ เพื่อสุขภาพและสร้างภูมิด้านทานให้ลูก

สิ่งสำคัญที่ไม่ควรละเลยในเด็กเล็กๆ คือการดูแลเรื่องไข้ อย่าให้ลูกขาดน้ำ เพราะถ้าลูกขาดน้ำ ขาดพลังงาน อาการจะหายช้า และเมื่อเพลียมากอาจเกิดอาการชักได้ อาการไข้ออกผื่น อาจทำให้คุณพ่อคุณแม่กังวลใจอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ใช่อาการรุนแรง โรคนี้สามารถหายไปได้เอง เพราะร่างกายของลูกจะสามารถสร้างภูมิคุ้มกัน ป้องกันเชื้อโรคได้ในระดับหนึ่ง จะสังเกตได้ว่า เมื่อไข้ลดลง จะมีผื่นขึ้นอยู่ประมาณ 2-3 วัน จากนั้นอาการจะหายไปได้เองภายในระยะเวลา 5-7 วัน (แสดงให้รู้ว่า ใกล้หาย) ขอเน้นว่า การดูแลรักษาประคับประคองเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

ไข้ออกผื่นมักจะเริ่มระบาด ในช่วงปลายฤดูฝนต้นฤดูหนาว เพราะอากาศเริ่มแห้ง เชื้อไวรัสจึงสามารถกระจายอยู่ในอากาศได้ง่าย แต่ 3-4 ปีที่ผ่านมา พบว่าเชื้อโรคสามารถกระจายได้ทั้งปี

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
Mother & Care

4 มีนาคม 2555

เลี้ยงลูกอย่างไรให้เป็นที่รักของโลกใบนี้...


เคล็ดไม่ลับสำหรับพ่อแม่มือใหม่!! เลี้ยงลูกอย่างไรให้เป็นที่รักของโลกใบนี้...


                                   
ความรักเป็นสิ่งสากล ที่ไม่ว่าใครก็อยากได้รับ อยากเป็นที่รัก อยากถูกรัก รวมถึงอยากส่งรักให้ใครๆ ผู้ใดที่มีความรักอยู่ภายใน ก็จะเกิดความสุขเต็มเปี่ยม มีพลังไม่สิ้นสุด ดังนั้นหากพ่อแม่สามารถสร้างเด็กให้มีความรักภายใน ก็เปรียบเสมือนพ่อแม่ได้สร้างขุมพลังที่ยิ่งใหญ่ให้กับตัวลูกและให้กับโลกใบนี้     


พญ.ปราณี เมืองน้อย   กุมารแพทย์-จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี (รพ.เด็ก) กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข  กล่าวว่า “ เด็กๆ ทุกคนเกิดมาพร้อมกับศักยภาพที่จะรัก และเรียนรู้วิธีที่จะรักโดยตรงจากการเลี้ยงดูของพ่อแม่  ส่วนวิธีการแสดงความรักนั้นต้องอาศัย การเรียนรู้ ซึ่งมากกว่าการเลี้ยงดูเฉพาะทางกายหรือการสนับสนุนปัจจัยสี่ เด็กจะแบ่งปันความรักสู่คนอื่นๆ หรือโลกรอบตัวเขาได้ เขาต้องเรียนรู้การเป็นผู้ได้ความรักก่อน”

พญ.ปราณี เมืองน้อย ได้แนะนำวิธีการเลี้ยงดูที่จะช่วยให้ลูกรู้สึกเป็นที่รัก ทำได้ดังนี้

1.  “รักนะแต่ไม่ตามใจ” นั่นคือรักลูกอย่างมีขอบเขต ไม่ตามใจจนเกินไป เด็กทุกคนยังต้องการการกำกับโดยผู้ใหญ่อย่างมีเหตุผลและมีความหนักแน่นมั่นคงในกฎกติกา แต่ก็ไม่ควรห้ามมากเกินไป จนลูกขาดอิสระ

2. อย่ากลัวการที่ลูกแสดงอารมณ์ เพราะนั่นเป็นเพียงสิ่งที่ลูกต้องการแสดงให้เรารู้ว่า ข้างในใจเขาเป็นอย่างไร ควรยอมรับอารมณ์ลูกที่เกิดขึ้น สังเกตอารมณ์เขาจากสีหน้าท่าทาง สะท้อนเป็นคำพูดให้เขาเห็นว่าเราสังเกต เช่น “แม่รู้ว่าลูกโกรธ” กระตุ้นให้ลูกมีการพูดคุยสื่อสารและแก้ข้อขัดแย้งทางบวก โดยการเปิดใจคุยกับลูก รับฟังลูกโดยไม่ตัดสินถูกผิด

3. ให้เกียรติลูก ไม่ตำหนิ ประจาน หรือ ว่ากล่าวลูกต่อหน้าผู้อื่น รับฟังความคิดเห็นของลูก แล้วลูกจะรู้จักให้เกียรติและรับฟังความเห็นของผู้อื่น

4. อ่อนโยนกับลูก พูดคุยกับลูกอย่างนุ่มนวล ไม่หยาบคาย สัมผัสลูกอย่างนุ่มนวล ปลอบโยน แล้วลูกจะอ่อนโยนกับผู้อื่น  และจะแบ่งปันความรู้สึกหรือประสบการณ์เหล่านี้สู่ผู้อื่นได้

5. รู้จักขอโทษลูก เมื่อพ่อแม่เผลอทำสิ่งไม่ดีหรือแสดงอารมณ์ใส่ลูก จะทำให้ลูกเรียนรู้การรับผิดและการให้อภัยผู้อื่น

6. ฝึกลูกเขียนคำขอบคุณ ตัวเอง ขอบคุณผู้อื่นและขอบคุณสิ่งต่างๆ รอบตัว จะทำให้ลูกเป็นเด็กที่รู้จักให้คุณค่าต่อตนเองและสิ่งต่างๆ

7. ควรมีเวลาหรรษาของครอบครัว ที่ครอบครัวจะได้อยู่พร้อมหน้าทำกิจกรรมร่วมกัน ลูกจะเห็นถึงสิ่งมีค่าหรือคุณค่าของครอบครัว

8. บริการลูกบ้าง แล้วเริ่มสอนลูกให้บริการผู้อื่น ช่วยเหลือผู้คนรอบข้างให้ลูกเห็น และเปิดโอกาสให้ลูกช่วยเหลืองานในบ้านเล็กๆ น้อยๆ จนไปสู่การช่วยเหลือผู้อื่นในสังคม

9. พยายามให้ลูกมีสัมพันธภาพที่ดีเชื่อมโยงกับเพื่อนๆ “เรามีเพื่อนให้คิดถึง เพื่อนก็จะคิดถึงเราด้วย” บอกลูกถึงสิ่งที่เราคาดหวัง เช่น ไม่ล้อเลียนเพื่อน ไม่แย่งของเพื่อน ชื่นชมเมื่อลูกมีน้ำใจกับเพื่อน ช่วยเหลือเพื่อน จะทำให้ลูกสัมผัสถึงความมีคุณค่าของตัวเอง

10. สื่อภาษารักต่อลูกหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการชม การกอดหอม ลูบหัวแตะไหล่ ยกนิ้วให้แสดงความชื่นชม เมื่อลูกทำถูกต้องหรือทำสิ่งที่ทำให้เราภาคภูมิใจ แม้จะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็ตาม   เขียนคำชมหรือการ์ดแสดงความชื่นชมให้ลูก   บางคนอาจใช้วิธีเขียนจดหมายถึงลูก ให้ของขวัญ รางวัล  การใช้เวลาส่วนตัวร่วมกัน
                             

 วิธีง่ายๆ เพียงเท่านี้คุณก็จะได้ลูกที่โลกจะรักเขาด้วยค่ะ หลังฝึกลูกแล้ว ลองมาสังเกตดูนะคะว่าลูกคนเริ่มซึมซับและมีภาษารักของเขาแบบไหน 

3 มีนาคม 2555

5 เรื่องที่แม่ท้อง...ไม่รู้ไม่ได้


ไม่รู้ไม่ได้   หมายความว่าอะไรคะ   มาดูกัน...
การตั้งครรภ์แต่ละครั้งนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายค่ะ แม่ต้องมีการเตรียมตัวเตรียมใจและปรับเปลี่ยนพฤติกรรม รวมถึงดูแลสุขภาพเป็นอย่างดี และเพื่อให้การตั้งครรภ์ตลอด 9 เดือนเป็นไปอย่างราบรื่น จึงต้องให้ความสำคัญมากๆ กับเรื่องต่อไปนี้ด้วยค่ะ


                        
1. โภชนาการยามท้อง
โภชนาการที่ดีของแม่ย่อมส่งผลดีถึงลูกน้อยในท้องโดยตรงค่ะ เพราะถ้าแม่มีโภชนาการดีลูกน้อยในท้องก็จะมีสุขภาพดีและแข็งแรงตามไปด้วย มีงานวิจัยออกมาค่ะว่า ในแม่ที่โภชนาการไม่ดี แม้ลูกอาจเติบโตอยู่ในท้องได้อย่างปกติ คลอดก็ปกติ แต่ในระยะยาวสุขภาพร่างกายจะไม่แข็งแรงเท่ากับเด็กที่โภชนาการดีมาตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ เช่น อาจจะมีการเสื่อมของอวัยวะในส่วนต่างๆ เร็วกว่าเวลาอันควรได้ หรืออาจจะมีโรคแทรก นั่นเป็นเพราะในช่วงที่ตับอ่อนของลูกกำลังสร้างนั้นแม่มีโภชนาการที่ไม่ดี ทำให้การสร้างอวัยวะของลูกไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร
ซึ่งโภชนาการที่ดีของแม่ก็ไม่มีอะไรยุ่งยากค่ะ เพียงแค่กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ในแต่ละวันรวมถึงในแต่ละมื้อด้วย ไม่ใช่ว่ามื้อนี้กินแต่เนื้อสัตว์ แต่มื้อต่อไปกินผักอย่างเดียว แบบนี้ไม่เกิดประโยชน์ค่ะ เพราะที่สุดแล้วร่างกายจะไม่สามารถดึงส่วนต่างๆ มาประกอบกันได้เลย เพราะฉะนั้นจึงควรกินให้ครบในมื้อเดียวกัน เพราะสารอาหารทุกอย่างมีความสำคัญ แต่ต้องกินในปริมาณที่เหมาะสมกับโครงสร้างและน้ำหนักตัวของแม่แต่ละคนนะคะ
                                  
ถ้าแม่น้ำหนักตัวน้อย คุณหมออาจให้เพิ่มสารอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรต แต่ถ้าแม่เริ่มมีน้ำหนักตัวมากเกินไป อาจต้องลดอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตลงบ้าง โดยสารอาหารหลักที่ต้องเน้นให้มากคือพวกโปรตีนและผักผลไม้ เพราะมีสารอาหารที่ร่างกายต้องการครบถ้วน ส่วนไขมันอย่าคิดว่าไม่มีประโยชน์นะคะ แม่ก็ต้องกินเพราะถ้าไม่กินเลยลูกจะมีพัฒนาการทางสมองที่ไม่ดีเนื่องจากไขมันเป็นส่วนสำคัญในการสร้างเซลล์ประสาท
นอกจากนี้ยังมีสารอาหารบางชนิดที่ทั้งแม่และลูกต้องใช้มากเป็นพิเศษ เช่น โฟลิก ธาตุเหล็ก แคลเซียม โดยเฉพาะโฟลิก นั้น แม่ต้องกินก่อนตั้งครรภ์อย่างน้อย 1-3 เดือน ค่ะ


2.ฝากครรภ์ห้ามพลาด
การมาฝากครรภ์ทันทีหลังทราบว่าตั้งครรภ์ จะทำให้แม่ทราบถึงวิธีดูแลตัวเอง และการไปฝากครรภ์ตามนัดจะทำให้คุณหมอได้ตรวจดูความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับครรภ์ในแต่ละสัปดาห์ ถ้าแม่สุขภาพแข็งแรงดี การนัดมาตรวจครรภ์อาจจะเว้นระยะออกไปค่ะ
แต่สิ่งสำคัญคือเวลามาฝากครรภ์ แม่ต้องบอกรายละเอียดให้หมด ไม่ว่าจะเป็นโรคประจำตัว หรือประวัติการแท้ง เคยต้องผ่าตัดคลอดมาก่อน หรือเป็นโรคที่มีความเสี่ยงอื่นๆ อย่างเช่น กามโรค และต้องไปพบคุณหมอตามนัดทุกครั้ง หากต้องเลื่อนนัดฝากครรภ์ ก็ไม่ควรทิ้งระยะห่างมากนะคะ เพราะภาวะแทรกช้อนอาจจะเกิดขึ้นได้ ยิ่งในช่วงไตรมาสสุดท้าย คุณหมอจะเริ่มนัดถี่ขึ้น เพราะโอกาสเกิดภาวะแทรกช้อนมีสูงกว่าในช่วงไตรมาสที่ 1 และ 2


                                                          
3. ตรวจคัดกรอง ก็สำคัญ
สามารถตรวจคัดกรองได้ตั้งแต่ในช่วงเดือนแรกๆ ของการตั้งครรภ์ การตรวจร่างกายโดยรวมก็ถือว่าเป็นการตรวจคัดกรองอย่างหนึ่งค่ะ เพื่อดูว่าแม่มีโรคที่สามารถส่งผ่านไปถึงลูกได้หรือไม่ ถ้ามีจะได้ป้องกันเอาไว้ก่อน หรือเพื่อเป็นการประเมินสภาพการตั้งครรภ์ของแม่ว่าจะดำเนินไปได้โดยปลอดภัยหรือไม่ ต้องระวังแค่ไหน บำรุงอย่างไร และมีความเสี่ยงต่อสุขภาพแค่ไหน
การตรวจคัดกรองจะมีหลายช่วงอายุครรภ์ค่ะช่วงเดือนแรกจะต้องมีการเจาะเลือดเพื่อตรวจดูโรค เช่น พวกธาลัสซีเมียโลหิตจาง (ซึ่งคนไทยเป็นมากพบได้ถึง 1 ใน 3) โรคทางเพศสัมพันธ์ ทางกรรมพันธุ์ ไวรัสตับอักเสบบี
พออายุครรภ์ 3-4 เดือน จะมีการตรวจคัดกรองโดยการเจาะเลือดไปตรวจว่ามีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่จะเกิดฮอร์โมนผิดปกติหรือไม่ หรือในแม่ที่อายุมากก็จะมีการตรวจคัดกรองโรคดาวน์ชินโครม โดยการเจาะน้ำคร่ำขณะที่อาจุครรภ์ 5 เดือน
ในต่างประเทศจะมีการตรวจคัดกรองโครโมโซมในแม่ตั้งครรภ์ทุกคน ไม่ว่าจะอายุน้อยหรือมาก ซึ่งเป็นผลดี เพราะการตรวจนั้นจะช่วยทำให้ทราบถึงความผิดปกติของทารกในครรภ์ได้แต่เนิ่นๆ ในบ้านเราส่วนมากจะมีการตรวจคัดกรองโครโมโซมเฉพาะโรงพยาบาลที่มีโรงเรียนแพทย์ ซึ่งก็อยากแนะนำแม่ทุกท่านนะคะว่าสามารถขอให้คุณหมดที่ฝากครรภ์ช่วยตรวจคัดกรองโครโมโซมให้เราได้ เพราะการตรวจคัดกรองโครโมโซมนั้น ถ้าเราไม่ได้บอกคุณหมอ หรือไม่ใช่แม่ที่มีอายุมากหรือมีความเสี่ยง คุณหมอมักจะไม่ได้ตรวจให้ค่ะ


4. สุขภาพทารกในครรภ์…ต้องดูแล
ต้องดูแลไปตลอดตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์เลยค่ะถ้าแม่มีโภชนาการดี มีการฝากครรภ์สม่ำเสมอและมีการตรวจคัดกรอง ก็อุ่นใจได้ว่า ลูกที่อยู่ในครรภ์ของเราค่อนข้างจะสมบูรณ์ แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือการสังเกตและการเอาใจใส่ตัวเองของแม่ค่ะ เพราะแม่จะมีโอกาสเจอกับคุณหมออย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง แต่จำนวนวันที่เหลือคือเวลาที่ลูกอยู่ในท้องกับแม่แม่จึงเป็นคนเดียวที่จะรับรู้ความเคลื่อนไหวของลูกได้มากที่สุดนะคะ
วิธีการสังเกตก็อย่างเช่น ลูกดิ้นดีหรือไม่ สุขภาพแม่แข็งแรง น้ำหนักขึ้นตามปกติ ท้องใหญ่ขึ้นมั้ย หัวใจเต้นดีหรือไม่ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้แม่สามารถสังเกตได้เองค่ะ
ซึ่งถ้าเมื่อไหร่ที่พบความผิดปกติ เช่น รู้สึกว่าลูกดิ้นน้อยลง ดิ้นช้าลง อย่านิ่งนอนใจนะคะ รีบมาพบคุณหมอ เพราะเด็กยังมีโอกาสรอดแต่ถ้ามาตอนลูกไม่ดิ้นแล้ว คุณหมอจะช่วยอะไรไม่ได้ค่ะ เพราะเวลาที่เกิดอันตรายขึ้นกับเด็กในครรภ์ จะมีระยะเวลาที่พอจะช่วยชีวิตลูกได้ คือ ภายใน 12 ชั่วโมง นับตั้งแต่ลูกดิ้นน้อยลง ถ้ามาในช่วงนั้นลูกก็มีโอกาสรอด เพราะฉะนั้นจึงต้องหมั่นสังเกตในทุกอาการที่เกิดขึ้นช่วงตั้งครรภ์ค่ะ

5. ภาวะแทรกซ้อน…เตรียมรับมือ
ภาวะแทรกซ้อนมีมากมายเลยค่ะ และเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ช่วงเดือนแรกๆ ไปจนถึงคลอดหรือหลังคลอด ไม่ว่าจะเป็น การแท้ง ตั้งครรภ์แฝด 3-4 คน การตั้งครรภ์นอกมดลูก แท้งคุกคาม รกเกาะต่ำเลือดออก ครรภ์เป็นพิษ ไทรอยด์ หรือถ้ามีความเครียดก็จะทำให้คลอดก่อนกำหนด เด็กโตช้า หรือบางคนน้ำหนักขึ้นเยอะ ทำให้เกิดโรคเบาหวานตามมาระหว่างตั้งครรภ์ หรือเกิดครรภ์เป็นพิษ หรือแม้แต่ตอนกำลังคลอดก็อาจจะเกิดภาวะแทรกช้อนได้ เช่น น้ำคร่ำติดเชื้อ มดลูกแตก (ทำให้เสียชีวิตทันที) ตกเลือดหลังคลอด ไส้ติ่งอักเสบ เป็นต้น


ซึ่งภาวะแทรกช้อนเป็นสิ่งที่ห้ามไม่ได้ค่ะ แต่อาจป้องกันได้ หากแม่ดูแลสุขภาพให้ดี ทำตามคำแนะนำของคุณหมอก็จะช่วยลดโอกาสการเกิดภาวะแทรกช้อนได้ค่ะ
แต่อาจจะมีภาวะแทรกช้อนบางอย่างที่สุดวิสัยจริงๆ ไม่สามารถช่วยเหลือหรือป้องกันได้ อย่างกรณีสายสะดือถูกกดทับ ทำให้เด็กเสียชีวิตในไม่กี่นาทีค่ะหรืออาจเกิดอุบัติเหตุแบบเฉียบพลัน เช่น ตกบันได ตกจากรถมอเตอร์ไซด์ เป็นต้น ซึ่งแม่ต้องเพิ่มความระมัดระวังให้มาก เพื่อหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุที่จะเกิดขึ้น
เป็นแม่…คุณภาพ


                                               
ถ้าอยากได้ลูกที่มีคุณภาพ แม่ก็ต้องมีคุณภาพด้วยค่ะ การเป็นแม่คุณภาพคือการหาความรู้เพิ่มเติมด้วยตัวเองค่ะ ซึ่งปัจจุบันแหล่งข้อมูลความรู้เกี่ยวกับการตั้งครรภ์มีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นหนังสือ อินเตอร์เน็ต วิทยุ โทรทัศน์ เพื่อหาความรู้เสริม เพราะบางครั้งเราต้องยอมรับค่ะว่าเวลาที่ไปฝากครรภ์คุณหมออาจจะไม่ได้ตรวจเช็กร่างกายให้ตรงตามมาตรฐานที่เรารู้มาเพราะฉะนั้นเราอาจจะใช้สิทธิ์ขอให้คุณหมอช่วยตรวจให้ แม่จึงต้องพยายามทำตัวให้เหมือนหมอสูติค่ะ ต้องรู้ว่าตลอดทั้ง 9 เดือน เราต้องทำอะไร ตรวจอะไร ดูแลตัวเองอย่างไร ทั้งนี้เพื่อความสมบูรณ์แข็งแรงของแม่และลูก